Enress ลดต้นทุนธุรกิจในอาคารด้วยระบบ AI แม่นยำกว่าใช้คน

วันนี้ Bangkokbanksme.com จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสตาร์ทอัพแห่งอนาคต ที่มาพร้อมกับเครื่องมือสุดเจ๋ง ช่วยประหยัดพลังงานให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้

โดยจุดเริ่มต้นของ Enress นั้น CEO อย่างคุณตฤณ อนันตมงคลชัย ที่ทำงานเป็นวิศวกรด้านอาคาร ที่ดูแลด้านนี้มานาน ทำให้เห็นถึงปัญหาว่า คนไม่สามารถมานั่งเก็บ Data ของการใช้งานอาคารต่างๆ และนำมาวิเคราะห์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งค่าพลังงาน และค่าซ่อมแซมทั้งหลาย

ด้วยเหตุนี้เองทำให้คุณตฤณ เกิดแนวคิดการนำเทคโนโลยี IOT ที่มีในปัจจุบันมาช่วยเก็บข้อมูลจากส่วนต่างๆ ของอาคารได้อย่างครบถ้วน ด้วยวิธีการใช้ AI มาคิดแทนคน กล่าวคือนำความรู้ทางวิศวกรใส่เข้าไปใน AI แล้วให้ AI ทำงานแทน ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานมากกว่าเดิมถึง 30% เป็นที่มาของสตาร์ทอัพแห่งอนาคตที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับทุกองค์กร

Enress สตาร์ทอัพแห่งอนาคต แก้ไขปัญหาพลังงานสิ้นเปลือง ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ

มั่นใจว่าอ่านมาถึงตรงนี้ หนึ่งในคำถามที่หลายๆ คนสงสัย และคาใจมากที่สุดสำหรับสตาร์ทอัพรายนี้ก็คือ Enress มีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งเราเองก็ไม่พลาดที่จะเปิดด้วยคำถามสุดแสนจะเบสิกข้อนี้ให้ได้หายคาใจกัน ซึ่ง Enress นั้นย่อมาจาก Energy Response นั่นเอง

คุณตฤณ อธิบายว่า “เป้าหมายของเราคือ การใช้พวกข้อมูล Biz Data IOT และ AI เพื่อลดต้นทุนในการบริหารจัดการทรัพยากรในอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมต่างๆ และที่สำคัญคือลดพลังงานด้วย

ทำให้เรารู้ว่าอาคารส่วนใหญ่สูญเสียพลังงานประมาณ 30% และยังสูญเสียค่า Operation เยอะ เวลามีอุปกรณ์หรือเครื่องจักรต่างๆ ในอาคารเสีย ทำให้อาคารไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ก็จะสูญเสียเงินทางด้านธุรกิจเพิ่มไปอีก ซึ่งเราอาจจะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอาคารบ้าง เพราะว่าเครื่องจักรต่างๆ เวลามีปัญหา จะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องดูจาก Data แต่ Data เหล่านี้ต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้นปัญหาจริงๆ คือคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีปัญหาเกิดขึ้น และไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตรงไหน เมื่อไหร่ ยังไง สุดท้ายคือหลายๆ ที่ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรกันแน่และไม่รู้จะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นยังไง

เป้าหมายของเราคือช่วยให้เขารู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นตรงไหนบ้าง อันดับแรกเลย ตัวอุปกรณ์เราเป็นอุปกรณ์ IOT ที่จะไปติดตามเครื่องจักร หรือจุดสำคัญต่างๆ ในอาคาร แล้วจึง Connect Data มา ทำให้สามารถรู้ Data ของอุปกรณ์ต่างๆ ในอาคารทั้งหมด เสร็จแล้วเราก็พัฒนา AI ของเราให้ควบคุมเครื่องจักรเหล่านั้นตลอด 24 ชั่วโมง AI จะคิดแทนคน และวิเคราะห์ว่าตรงนี้มีปัญหาไหม ถ้ามีเกิดจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไรต่อไป”

“พาร์ทเนอร์” หัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจ Run ไวขึ้น

หลังจากเริ่มต้นทำ Enress มาได้ 1 ปี ตอนนี้ก็มีอาคารที่อยู่ในการดูแลของพวกเขาทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ 60 อาคาร ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยเลย สำหรับสตาร์ทอัพที่มีสเกลใหญ่ โดยเคล็ดลับการตลาดในการดึงลูกค้ารายใหญ่แต่ละเจ้าให้เข้ามาเป็นลูกค้า และกล้าลงทุนที่จะใช้บริการกับทาง Enress นั้น คุณตฤณ อธิบายเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่า

“เราเริ่มงานกับพาร์ทเนอร์ ทั้งพาร์ทเนอร์ที่เป็นฝั่งอาคาร ฝั่งผู้ที่เป็นที่ปรึกษาในการจัดการพลังงาน และดีลกับอาคารต่างๆ โดยตรงเลย เคล็ดลับในการทำการตลาดของเราคือ การร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เป็นส่วนใหญ่ คือเราเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ แทนที่จะมาสร้างเซลล์ เราก็ให้พาร์ทเนอร์ของเราช่วยขายให้ พาร์ทเนอร์เราก็จะทำงานง่ายขึ้นเพราะเขาต้องดูแลอาคารหลายๆ อาคารพร้อมๆ กัน พอมีอุปกรณ์ของเราเข้าไปช่วย เขาสามารถใช้คนเท่าเดิมแต่ดูแลอาคารได้หลายที่มากขึ้น การทำงานหรือการควบคุมต่างๆ ก็ทำได้ง่ายขึ้น”

มองคู่แข่ง เป็น พาร์ทเนอร์

ถึงแม้ในแง่ธุรกิจเองนั้น Enress อาจจะไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่เจ้าเดียว แต่วิธีคิดของเขาก็ทำให้เขา ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

“จะมีกลุ่มบริษัทที่เขาทำเรื่องแบบนี้กันมา 10-20 ปี ซึ่งเราไม่ได้เห็นเขาเป็นคู่แข่ง เราเห็นเขาเป็นพาร์ทเนอร์ เพราะว่าถ้าเขาใช้อุปกรณ์ของเรา เขาก็จะสามารถดูแลอาคารได้เยอะขึ้น เพราะปัญหาหนึ่งในธุรกิจแบบของเราคือต้องใช้ Specialist  ซึ่งมีน้อยมากในประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันยังมีอีกหลายอาคารที่ยังไม่ได้ทำการลดการใช้พลังงาน เพราะว่าการจะจ้างให้ใครสักคนมานั่งเฝ้าอาคารตลอด 24 ชั่วโมงมันคงเป็นไปไม่ได้ ในยุคนี้โมเดลของเราค่อนข้างจะสอดคล้องกับนโยบายรัฐ 4.0 นั่นคือใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยคนทำงาน”

คำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการทำสตาร์ทอัพ

“คิดว่าต้องเชื่อในสิ่งที่เราจะทำ เมื่อทำแล้วต้องไปให้สุด ตรงไหนที่ผิดก็นำมาพัฒนาต่อไป ถือว่าเป็นการเรียนรู้”  CEO จาก Enress ทิ้งท้าย

แสดงความคิดเห็น