ส่องตลาดข้าวไทยหลังเปิดเออีซี

การส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้นจำนวนมากหลังจากรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เมื่อ 1 ธันวาคม 2558 เป็นผลจากการที่ความตกลงอาเซียนกำหนดให้สมาชิก 10 ประเทศปรับลดกำแพงภาษีระหว่างกันเป็น 0%  

ไฮไลท์ :   ประเด็นที่น่ากังวลคือ สถานการณ์การแข่งขันระหว่างไทยและประเทศผู้ผลิตข้าวในอาเซียนอย่างเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะเวียดนามเร่งพัฒนาการผลิตข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ต้นทุนต่ำ  ส่งออกมาแข่งขันในตลาด ส่งผลให้ไทยเสี่ยงจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวให้กับเวียดนามมากขึ้น ฉะนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งพัฒนาการผลิตข้าวพรีเมียมที่มีคุณภาพดี ราคาสูง เพื่อฉีกหนีจากการแข่งขัน

 

หลังจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อ 1 ธันวาคม 2558 ส่งผลให้ประเทศสมาชิก 10 ประเทศในอาเซียนกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 580 ล้านคนที่ปราศจากกำแพงภาษีระหว่างกัน กลายเป็นโอกาสที่ดีของการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า “ข้าว” ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่เป็นฐานการผลิตข้าวเพื่อการส่งออกที่สำคัญของโลก

 

@ ประเทศผู้ผลิต-ผู้บริโภคข้าวในอาเซียน

ในแต่ละปีไทยผลิตข้าวเปลือกได้เฉลี่ย 29-30 ล้านตันข้าวเปลือก และนำมาสีแปรสภาพ เพื่อใช้การบริโภคภายในประเทศ 9-10 ล้านตันข้าวสาร และใช้เพื่อการส่งออก 9-10 ล้านตันข้าวสาร ไทยจึงได้ชื่อว่ามีความแข็งแกร่งในด้านการผลิต  ด้วยเหตุนี้ไทยจึงเปิดตลาดลดภาษีนำเข้าสินค้าข้าวให้สมาชิกอาเซียนอื่นเป็น 0% ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน

 

สำหรับตลาดข้าวสำคัญในอาเซียน คือ  อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังคงกำหนดให้สินค้าข้าวเป็นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง  (Sensitive-Highly Sensitive)  คงอัตราภาษีนำเข้าไว้ในระดับ 30-40% และในบางประเทศยังการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ทั้งยังมีระบบการนำเข้า เป็นการเปิดประมูลนำเข้าให้ผู้ส่งออกจากประเทศต่างๆ เข้าไปแข่งขันราคากันอีก

 

อีกด้านหนึ่งไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงกับผู้ผลิตข้าวในอาเซียน ทั้ง เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งปลูกข้าวเช่นเดียวกับไทย และมีการแข่งขันส่งออกข้าวไปยังตลาดภายในและภายนอกในราคาต่ำกว่าไทย

 

@ การส่งออกข้าวก่อน-หลัง เออีซี

ย้อนไปเมื่อปี 2558 ทางศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ศึกษาเปรียบเทียบการส่งออกข้าวไทยกับเวียดนามในช่วงเวลาปี 2547-2551 พบว่า การส่งออกข้าวไทยขยายตัวลดลงเมื่อเทียบกับเวียดนาม นับตั้งแต่ปี 2548 เวียดนามส่งออกเพิ่มขึ้น 94.2% และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 67.5% ขณะที่ไทยมีอัตราการขยายตัวเพียง 13.4% มีส่วนแบ่งตลาด 31.1%

 

ในขณะนั้นผู้วิจัยพบว่า เวียดนามตีตลาดข้าวไทยโดยการส่งออกข้าวคุณภาพต่ำที่มีราคาถูกกว่าไทย เช่น ข้าวขาว 5% ราคาถูกกว่าไทยตันละ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ และช่วงห่างราคาข้าวค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นถึง 123 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2552 แต่ภายหลังจากเปิด AEC ผ่านมากว่า 3 ปี ปรากฎว่ายอดการส่งออกข้าวจากไทยไปยังตลาดอาเซียนมีการขยายตัวได้ดีขึ้นในด้านปริมาณ และมูลค่า ขณะที่คู่แข่งต่างก็มีการปรับตัวและเพิ่มผลผลิตข้าวเช่นเดียวกัน

การส่งออกข้าวไทยไปตลาดอาเซียนก่อน-หลังรวม AEC  

@ เวียดนามเร่งเครื่องส่งออก

สถานการณ์การแข่งขันระหว่างไทยและประเทศผู้ผลิตข้าวในอาเซียนอย่างเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะเวียดนามไม่เพียงขายในราคาต่ำกว่า แต่ยังเร่งพัฒนาการผลิตข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมาก

 

‘ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์’ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ขณะนี้การส่งออกข้าวไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงกับเวียดนาม ที่พยายามพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นมาสู้ไทย โดยการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ๆ นับ 10 สายพันธุ์ โดยเฉพาะข้าวขาว พื้นนิ่มที่มีผลผลิตต่อไร่สูง ต้นทุนต่ำ และเริ่มส่งออกมาตีตลาดข้าวไทยในราคาที่ถูกกว่ามาก ยกตัวอย่างเช่น ข้าวขาวเมล็ดยาว นุ่ม ที่เรียกว่าพันธุ์ 5141 ราคาตันละ 450 ดอลลาร์สหรัฐ ข้าวนางฮวา (Nang Hua) ซึ่งมีลักษณะคล้ายข้าวหอมมะลิของไทย ส่งออกมาในราคาตันละ 550 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนราคาหอมมะลิไทยที่ส่งออกตันละ 1,000-1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันเวียดนามส่งออกข้าวได้เฉลี่ยปริมาณปีละ 6-6.5 ล้านตัน เป็นข้าวหอมมะลิ ประมาณ 1.5-1.6 ล้านตัน ข้าวเหนียว 600,000 ตัน ข้าวขาว อีก 3-4 ล้านตัน แต่เอกชนห่วงว่าประเด็นที่เวียดนามมีการพัฒนาสายพันธุ์ที่มีความหลากหลาย จะทำให้ผู้บริโภครุ่นใหม่หันไปทดลองซื้อข้าวจากเวียดนาม จึงมีความเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดข้าวให้กับเวียดนาม

 เปรียบเทียบการส่งออกช้าวไทย-เวียดนาม 5 ปีย้อนหลัง

@ ทางรอดข้าวไทย เร่งพัฒนาคุณภาพข้าวพรีเมียม

ร.ต.ท.เจริญ แนะนำว่าไทยต้องจัดทำยุทธศาสตร์ข้าว 20 ปีอย่างจริงจัง โดยกำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวที่ชัดเจน เช่น พื้นที่ข้าวหอมที่ต้องการได้ผลผลิตพรีเมียมชั้น 1  เชื่อว่า หากมีแผนการผลิตและแผนการตลาดที่ชัดเจน เกษตรกรจะสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจวางแผนการผลิตข้าวได้

 

มุมมองภาครัฐ “นางสาวชุติมา บุณยประภัศร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้นโยบายว่าแผนการขยายตลาดข้าวไทยในปี 2561 จะเน้นผลักดันการส่งออกข้าวพรีเมียมคุณภาพสูง เพื่อยกระดับราคา โดยขอความร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยให้ช่วยทำตลาด ซึ่งเป็นไปตามแผนการดำเนินการข้าวครบวงจร เบื้องต้นตั้งเป้าส่งออกประมาณ 5% จากยอดส่งออกทั้งหมด หรือประมาณ 500,000 ตัน ซึ่งอาจจะเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับยอดส่งออกข้าวไทยในแต่ละปีที่ผลิตได้ เฉลี่ย 10 ล้านตัน

 

โดยในปีนี้จะเปิดตลาด ข้าวพันธุ์ กข43 ซึ่งเป็นข้าวพรีเมียมคุณภาพสูง มีลักษณะพิเศษ คือ มีค่าการแตกตัวน้ำตาลน้อย และค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางที่ค่อนข้างต่ำ คาร์โบไฮเดรตของข้าวมีลักษณะที่ทนต่อการย่อยได้ดีกว่าข้าวอมิโลสต่ำกว่าพันธุ์อื่นๆ จึงถือเป็นข้าวทางเลือกของผู้ที่ควบคุมน้ำหนักและกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต

 

กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายว่าในปีแรกจะส่งเสริมการทำการตลาดให้ได้ 20 ตัน เพราะปริมาณการปลูกข้าวชนิดนี้ยังมีจำกัด ด้วยเหตุทีข้าวชนิดนี้เป็นข้าวที่ปลูกยาก ต้องอาศัยการดูแลรักษาที่ดี เหมาะสมกับพื้นที่ในภาคกลาง มีผลผลิตต่อไร่ต่ำเพียง 430 กก.ต่อไร่ ในปีแรกทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเข้าไปดูแลการผลิตตั้งแต่กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนนาแปลงใหญ่ และให้เมล็ดพันธุ์ข้าวไปปลูกและสีแปรโดยสหกรณ์หรือโรงสีที่ร่วมมือ เพื่อสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ (Traceability) โดยระบบ QR Trace ซึ่งผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code เพื่อทราบข้อมูลถึงแหล่งที่มาของข้าวได้

 

โอกาสการขยายการส่งออกสินค้าข้าวพรีเมียมในอนาคตยังถือว่าสดใส เพราะปัจจุบันไทยส่งออกข้าว10 ล้านตัน แยกเป็น ชนิดข้าวหอมมะลิ 3 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 4-5 ล้านตัน และข้าวอื่นๆ เช่น ข้าวเหนียว ข้าวขาว ซึ่งแม้ว่าข้าวชนิดอื่นๆ จะมีสัดส่วนไม่มาก แต่มีอัตราการขยายตัวดี หลายตลาดให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะขยายตลาดได้อีกมาก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เอง ได้มีการกำหนดแผนส่งเสริมการส่งออกข้าวพรีเมียม สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างจริงจัง

 

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในประเทศอาเซียน 9 ใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

อีเมล: [email protected]  โทรศัพท์   02 -230-2758 หรือ สายด่วน 1333

 

 

 

แสดงความคิดเห็น