AI มนุษย์ประดิษฐ์

เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาด้วยสมองของมนุษย์จน AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การแทรกซึมเข้ามามีบทบาทในสังคมงาน ส่งผลให้คนต้องเร่งปัดฝุ่นรอยหยักที่มี แข่งกับจักรกล เพราะกลัวจะตกงาน 

ไฮไลท์ :  

  • เวลาผ่านไป เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาด้วยสมองของมนุษย์จน AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การแทรกซึมเข้ามามีบทบาทในสังคมงาน ส่งผลให้คนต้องเร่งปัดฝุ่นรอยหยักที่มี แข่งกับจักรกล เพราะกลัวจะตกงาน
  • การจะอยู่ให้รอดปลอดภัยและไม่สี่ยงต่อการตกงาน คือ มนุษย์ต้องมีทักษะที่เหนือกว่า ต้องหนีจากงานง่ายมาสู่งานที่ยากกว่า ต้องสู้กับความขี้เกียจและวัฒนธรรมการทำงานเดิมๆ ของตัวเอง เพราะองค์กรต่างๆ ต้องการงานที่มีประสิทธิภาพและไม่เพิ่มภาระด้านต้นทุน หากพนักงานกล้าปรับเปลี่ยนตัวเอง องค์กรก็จะไม่ทิ้งขว้างความสามารถที่คุณมี

คุณเคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้หรือไม่ A.I. Artificial Intelligence หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อเรื่อง “จักรกลอัจฉริยะ” ภาพยนตร์แนวไซไฟ ที่กำกับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก เรื่องนี้ออกฉายเมื่อปี 2544 หรือ 17 ปีที่แล้ว ตอนนั้น อินเทอร์เน็ตกับประเทศไทยยังคงเป็นเรื่องที่อยู่ในโรงเรียนกับภาคธุรกิจ ไม่ใช่อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ อย่างในปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยี AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์  ในตอนนั้น คงเป็นเพียงภาพฝันที่แสนไกล และอาจไม่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

แต่ใครจะรู้ว่า เวลาผ่านไป เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาด้วยสมองของมนุษย์จน AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การแทรกซึมเข้ามามีบทบาทในสังคมงาน ส่งผลให้คนต้องเร่งปัดฝุ่นรอยหยักที่มี แข่งกับจักรกล เพราะกลัวจะตกงาน 

ยอมรับมาซะดีๆ ว่าหลายคนกลัว AI แย่งงาน

ปัจจุบันนี้ภาคเอกชนพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคของดิจิทัลที่ทุกส่วนของงานถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี บางภาคอุตสาหกรรมรู้จักการทำงานของ AI เป็นอย่างดี เพราะเป็นส่วนสำคัญที่บรรจุไว้ในระบบเพื่อคิดวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด ซึ่ง AI คือการลดต้นทุนการจ้างแรงงานได้ค่อนข้างดี เพราะเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่เหนือกว่าการทำงานกึ่งอัตโนมัติ

โดยงานกึ่งอัตโนมัติ ที่เห็นกันบ่อยๆ มักอยู่ในภาคบริการที่ต้องตอบคำถามซ้ำๆ เช่น คอลเซ็นเตอร์ การตอบกลับลูกค้าผ่านระบบแชทบนออนไลน์ (แชทบอท) งานลักษณะนี้หากมีตัวช่วยอย่าง AI พนักงานที่เป็นคนก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะงานพื้นฐานพวกนี้อาศัยการประมวลผลจากข้อมูลแวดล้อมที่มีได้ไม่ยาก

สำหรับเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ นั้นตามความหมายแล้ว คือ ความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เป็นสาขาหนึ่งในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรม เพิ่มการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการ การคิด ,การกระทำ ,การให้เหตุผล ,การปรับตัว หรือการอนุมาน และการทำงานของสมองเข้าไป จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม AI จึงตอบกลับหรือตอบโต้คำถามได้ไม่ต่างจากมนุษย์นัก

การมาของ “โซเฟีย” หุ่นยนต์ AI มีสัญชาติ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI ถูกสร้างออกมาในรูปลักษณ์ของมนุษย์มากขึ้น จากเดิมมีการใส่ระบบเข้าไปในหุ่นยนต์ สัตว์เลี้ยง การตอบโต้เริ่มพัฒนาจากช้า มาเป็นเร็วมาก จนคล้ายการพูดคุยระหว่างคน โดยที่เห็นชัดเจนคือ “โซเฟีย” หุ่นยนต์มนุษย์ AI ที่ได้สัญชาติครั้งแรก

“โซเฟีย” ถูกพัฒนาขึ้นโดย David Hanson เป็นหัวหน้าทีมวิศวกร ของ Hanson Robotics ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Audrey Hepburn อดีตนักแสดงสาวที่เสียชีวิตไปแล้ว และภรรยาของเขาเป็นบุคคลต้นแบบ ซึ่งโซเฟียเริ่มใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2558 และปรากฏตัวครั้งแรกต่อสาธารณชน ภายในงาน South by Southwest Festival (SXSW) ปี 2559 ที่เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

“โซเฟีย” หุ่นยนต์มนุษย์ AI ที่ได้สัญชาติครั้งแรก

จุดเด่นของโซฟีย คือ ความเหมือนมนุษย์ทั้งรูปร่างและพัฒนาให้มีความรู้สึกนึกคิด ความคิดสร้างสรรค์ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด โดยผิวหนังทำจากซิลิโคนที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว มีความสมจริงมาก และสามารถแสดงสีหน้าได้ถึง 62 รูปแบบ

อีกทั้ง มีนัยย์ตาที่เสมือนจริง กล้องภายในดวงตาประกอบด้วยอัลกอริธึ่มที่สามารถมองเห็นได้ กรอกตาไปมาได้ ส่วนการพูดได้ ใช้เทคโนโลยีจาก Google ช่วยให้โซเฟียสามารถจดจำและเรียนรู้ได้อย่างชาญฉลาด จนช่วงตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา โซเฟียได้เป็นพลเมืองของประเทศซาอุดิอาระเบีย มีสัญชาติที่รองรับว่ามีความเทียบเท่ามนุษย์ทั่วไป

มนุษย์ประดิษฐ์ อย่างเราๆ ต้องปรับตัวอย่างไร

เป็นคำถามที่ตอบแสนง่าย แต่ทำได้ยากเย็นมาก เพราะทุกคนรู้ดีว่าในยุคที่ทุกอย่างหมุนไวยิ่งกว่าการหายใจเข้า-ออก การจะอยู่ให้รอดปลอดภัยไม่ตกงานนั้น คือ คนต้องมีทักษะที่เหนือกว่า อย่าลืมว่าปัญญาประดิษฐ์ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างมาก AI อาจประมวลผลได้ดีกว่าคน ไม่เหนื่อย ไม่ล้า และไม่มีวันตายก็จริง แต่สิ่งที่ AI ทำไม่ได้คือ ความรู้สึกละเอียดอ่อนบางอย่าง หุ่นยนต์อัจฉริยะอาจตอบโจทย์ในงานพื้นฐาน งานระบบอัตโนมัติ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ในการโน้มน้าวจิตใจคน

ดังนั้น มนุษย์เองต้องหนีจากงานง่ายมาสู่งานที่ยากกว่า เพียงแค่คุณต้องสู้กับความขี้เกียจและวัฒนธรรมการทำงานเดิมๆ ของตัวเอง ทิ้งนิสัยเรียนรู้ยาก สร้างความนึกคิดใหม่ๆ และเปิดใจพัฒนาตนเองสู่งานที่เผยศักยภาพในตัวออกมา มันยาก แต่คุณต้องปรับตัว เพราะองค์กรต่างๆ ล้วนต้องการงานที่มีประสิทธิภาพและไม่เพิ่มภาระด้านต้นทุน หากพนักงานกล้าปรับเปลี่ยนตัวเอง องค์กรก็จะไม่ทิ้งขว้างความสามารถที่คุณมีแน่นอน.

 

แสดงความคิดเห็น