จับตา ‘เวียดนาม’ คู่ค้า-คู่แข่งหลังเออีซี

ภายหลังจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)  ‘เวียดนาม’ สามารถเป็นได้ทั้งตลาดส่งออกสินค้าและบริการของไทย และยังสามารถเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญของไทย  ด้วยเหตุที่เวียดนามมีประชากรรวมถึง 91 ล้านคน เป็นคนในวัยทำงาน 60%

ไฮไลท์ :   หลังจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)  เวียดนาม เป็นทั้งตลาดส่งออกสินค้าและบริการของไทย และยังสามารถเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญของไทย ด้วยเหตุที่เวียดนามมีประชากรรวมถึง 91 ล้านคน มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีละ 6.3% การค้าไทย-เวียดนาม ในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) 2561 มีมูลค่า 2,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 21.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเวียดนามส่งออก  807.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้าจากไทย 1,607 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเวียดนามยังเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าให้กับไทย 799 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่หลังจากเปิดเออีซี เวียดนามได้มีประกาศกฎหมายและกฎระเบียบใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยได้

—————————————————————-

ภายหลังจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)  ‘เวียดนาม’ สามารถเป็นได้ทั้งตลาดส่งออกสินค้าและบริการของไทย และยังสามารถเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญของไทย  ด้วยเหตุที่เวียดนามมีประชากรรวมถึง 91 ล้านคน เป็นคนในวัยทำงาน 60%

ขณะเดียวกันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เฉลี่ยปีละ 6% โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2561 ของเวียดนามจะขยายตัว 6.3% ทรงตัวในระดับเดียวกับปีก่อน  ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจของเวียดนามมีรายได้มาจากการค้าสินค้าเกษตรเป็นหลัก ในปี 2560 มีการค้าสินค้าเกษตรมูลค่า ถึง  64,187 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ​โดยเฉพาะการส่งออกข้าว ผลไม้ และกาแฟ

สำหรับการค้าไทย-เวียดนามในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) 2561 มีมูลค่า 2,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ​ เพิ่มขึ้น 21.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเวียดนามส่งออกมายังประเทศไทย 807.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้าจากไทย 1,607 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเวียดนามยังเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าให้กับไทย 799 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าหลักที่เวียดนามนำเข้าจากไทย อาทิ ผักและผลไม้สด คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากเปิดเออีซี เวียดนามได้มีประกาศกฎหมายและกฎระเบียบใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่รัฐบาลเวียดนามกำหนดให้รถยนต์นำเข้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีการใช้ชิ้นส่วนและส่วนประกอบในประเทศต้นทางมากกว่าร้อยละ 40 จึงจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 0% ส่งผลให้ราคาจำหน่ายรถยนต์นำเข้าสูงขึ้น ทั้งยังมีการประกาศใช้ระเบียบเงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิต การค้า และการนำเข้ารถยนต์ (Decree 116) ซึ่งเพิ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้รถยนต์ที่นำเข้าทุกการขนส่ง (shipment) จะต้องตรวจไอเสียและความปลอดภัย และมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานของประเทศผู้ส่งออก เพื่อควบคุมความปลอดภัยของรถยนต์จากทุกประเทศ

หรือล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีบริษัท ผู้ผลิตอาหารเวียดนามหลายแห่งร้องเรียนวัตถุดิบนำเข้าเพื่อใช้ในการผลิตติดค้างที่ด่านศุลกากร เนื่องจากมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวทางของกฎหมายใหม่ว่าด้วยการตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้า ซึ่งเพิ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ส่งผลให้สินค้านำเข้าติดค้างอยู่ที่ด่านศุลกากรจำนวนมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกรณีที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้ประกาศมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าปุ๋ยประเภท Diammonium Phosphate (DAP) และ Monoammonium Phosphate (MAP) เป็นเวลา 2 ปี โดยกำหนดให้เรียกเก็บภาษีนำเข้าปุ๋ยจากทั่วโลก 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน นับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2561 – 6 มีนาคม 2562 และในปีที่ 2 ลดลงเหลือ 47 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน นับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 6 มีนาคม 2563 ทั้งนี้เพื่อลดความกดดันด้านราคาให้กับผู้ผลิตปุ๋ยในเวียดนาม

จะเห็นได้ชัดว่าเวียดนามมีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อปกป้องภาคการผลิตภายใน ขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยการดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ คล้ายกับไทย อาทิ การลงทุนด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลไทย เวียดนามก็สนับสนุนการลงทุนด้านนี้เช่นเดียวกัน

เมื่อเร็วๆนี้ ทางสมาคมผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามได้ประกาศความสำเร็จ ว่า Amazon เตรียมจะเริ่มต้นวางแผนงานความร่วมมือเพื่อสนับสนุนบริษัทเวียดนามทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กที่ขายสินค้าผ่านระบบแพลตฟอร์มดังกล่าว และจะมีการจัดงาน Vietnam Online Business Forum ขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่ง Amazon ถือเป็นยักษ์อีคอมเมิร์ซรายที่ 2 ที่บุกตลาดเวียดนามต่อจาก LAZADA

โดยสมาคมอีคอมเมิร์ซ ประเมินว่าอัตราการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเวียดนามมีสูงถึง 22% ต่อปี และคาดการณ์ว่าอีก 5 ปี ข้างหน้าจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามเรื่องการแข่งขันดึงนักลงทุนอีคอมเมิร์ซไปแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็ควรจะลองศึกษาหาลู่ทางในการประโยชน์จากช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อทำตลาดเวียดนาม ก็จะช่วยให้สามารถบุกตลาดขนาดใหญ่ที่ประชากร 91 ล้านคนได้เช่นกัน

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในประเทศอาเซียน 9 ใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

อีเมล: [email protected]  โทรศัพท์   02 -230-2758 หรือ สายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น