เทียบโอกาสและความเสี่ยงในอาเซียน 6 ประเทศไหนน่าลงทุนที่สุด

สำหรับการลงทุนในอาเซียนส่วนใหญ่ SME มักจะเริ่มจาก 3 ขั้นพื้นฐานก็คือ ส่งออก > ตั้งตัวแทนขายและทำการตลาด > ตั้งโรงงานการผลิต ซึ่งก่อนจะถึงขั้นนั้นได้ SME ต้องประสบความสำเร็จในประเทศก่อน เพื่อให้มีพื้นฐานที่มั่นคง

 

รายได้ต่อหัวประชากรส่งผลต่อกำลังการซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงความต้องการซื้อสินค้าในกลุ่มต่างๆ และโดยส่วนใหญ่โอกาสกลุ่มธุรกิจในอาเซียนจะเป็นกลุ่มอาหารแปรรูป ผักผลไม้พรีเมียม สินค้าอุปโภคและบริโภคสำหรับโรงพยาบาล และร้านอาหาร เมื่อโฟกัสกลุ่มประเทศที่ไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนใน 6 ประเทศเพื่อนบ้านนาเซียน ประกอบด้วย เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ พบว่า โอกาสในกลุ่มธุรกิจอยู่ในกลุ่มพลังงาน วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ไลฟ์สไตล์ การขนส่ง การผลิตที่ใช้แรงงาน ไอที และการศึกษา-อบรม หากจะเทียบโอกาสในการลงทุน 6 ประเทศจะมีความแตกต่างกันออกไปตามนโยบายสนับสนุนการลงทุน และความพร้อมแต่ละประเทศ โดยสามารถเทียบได้ ดังนี้

เปรียบเทียบโอกาสก่อนลงทุนใน 6 ประเทศอาเซียน!

อินโดนีเซีย

  • M&A ช่วยลดเวลาการขออนุญาต
  • มี 11 SEZ ลดปัญหาที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ชนชั้นกลางเติบโตและมีแรงงานเพิ่มขึ้น
  • เหมาะกับอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อขายในอินโดนีเซีย
  • รัฐสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์พิเศษ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 30% ใน 6 ปี

เวียดนาม

  • ได้สิทธิพิเศษ FTA เวียดนาม – EU
  • คนไทยนิยมลงทุนในเวียดนามใต้ (วัฒนธรรมคล้ายคนไทย)
  • เวียดนามกำลังพัฒนา Modern Trade
  • คนไทยนิยมถือหุ้นเอง 100% ลดปัญหาขัดแย้งหุ้นส่วนท้องถิ่น
  • เวียดนามตอนกลางยังไม่มีคู่แข่งที่น่ากลัว
  • ภูมิประเทศดี ทางตอนเหนือติดจีน พื้นดินติดทะเลแนวยาว
  • การลงทุน FDI ขยายทุกปี
  • ต้นทุนค่าแรงครึ่งหนึ่งของค่าแรงในจีน

เมียนมา

  • ลงทุนใน 7 SEZ (ธุรกิจเทรดดิ้ง+ค้าปลีก) ต่างชาติถือหุ้น 35%
  • เปิดเสรีการลงทุนมากขึ้น
  • ออกกฎหมายการลงทุนครอบคลุมทั้งชาวเมียนมาและต่างชาติ
  • ชนชั้นกลางรายได้ 120 ดอลลาร์สหรัฐ / เดือน และจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในปี 2020
  • เน้นเป้าหมายเจาะเข้าชนชั้นกลางในเมืองใหญ่
  • ควรผูกมิตรกับคนท้องถิ่นและข้าราชการ

ฟิลิปปินส์

  • เว้นภาษีเงินได้ 6 ปี ในเขตเศรษฐกิจพิเศษท่องเที่ยว (TEZs)
  • มีลักษณะเป็นเกาะ
  • ต้องการขายสินค้าเกาะใด ควรตั้งโรงงานในเกาะนั้น
  • ยุคทองของกลุ่มธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐาน
  • ธุรกิจโรงแรมขยายตัว

กัมพูชา

  • ไม่จำกัดประเภทธุรกิจที่ชาวต่างชาติลงทุน
  • ตลาดบนในกัมพูชากำลังซื้อสูงมาก
  • เข้าถึงไฟฟ้าได้มากขึ้น
  • มีระบบจดทะเบียนธุรกิจ – ยื่นภาษีออนไลน์
  • มีกองทุนประกันสังคมสำหรับแรงงาน เอื้อการลงทุน
  • มีอนุสัญญาภาษีซ้อน

สปป.ลาว

  • สินค้าแปรรูปขนาดใหญ่ เว้นภาษีเงินได้ 15 ปี (ลงทุนในเขตทุรกันดาร)
  • สินค้าแปรรูปขนาดใหญ่ เว้นภาษีเงินได้ 7 ปี (ในพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานครบ)
  • ภาษาใกล้กันมากทำให้เข้าใจกันง่าย
  • หาธุรกิจร่วมทุนหุ้นส่วนสามารถติดต่อกับภาครัฐได้
  • ไม่ควรทำธุรกิจที่ได้ผลประโยชน์ฝ่ายเดียว
  • ควรเจาะเข้ากลุ่มตลาดบน

 

แน่นอนว่ามีโอกาสย่อมมีความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงที่ SME ต้องเตรียมตัว สามารถจำแนกได้ ดังนี้

เปรียบเทียบความเสี่ยงก่อนลงทุนใน 6 ประเทศอาเซียน!

อินโดนีเซีย

  • ภัยธรรมชาติ
  • อัตราดอกเบี้ยสูง (รัฐลงทุนลดลง เก็บภาษีได้น้อย)
  • ต้องมีบริษัทช่วยในการกระจายสินค้า
  • ต้นทุนโลจิสติกส์สูง (การขนส่งข้ามเกาะ)
  • ปัญหาความเข้าใจกฎระเบียบแต่ละพื้นที่ต่างกัน

เวียดนาม

  • หนี้สาธารณะสูงขึ้น
  • ระวังเรื่องต้นทุนแฝง (เอกสารล่าช้า ศุลกากรล่าช้า)
  • กฎระเบียบเปลี่ยนแปลงบ่อย
  • ตีความกฎหมายแต่ละที่แตกต่างกัน

เมียนมา

  • ไฟฟ้ายังขาดแคลน
  • ความชัดเจนในนโยบายไม่มากเท่าที่ควร
  • ขาดดุลการคลัง (เก็บภาษีได้น้อย)
  • ภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม/แผ่นดินไหว)
  • ค่าแรงเพิ่มขึ้นทุกปี
  • กฎหมายคุ้มครองแรงงานมากกว่านายจ้าง

ฟิลิปปินส์

  • ควรระวังเรื่องภัยธรรมชาติ
  • ต้นทุนสูง
  • โลจิสติกส์สูงกว่าประเทศอื่นๆ
  • อยากได้สิทธิ์ถือครองที่ดินต้องร่วมทุนกับชาวฟิลิปปินส์

กัมพูชา

  • จำกัดการถือครองที่ดิน
  • ค่าแรงปรับขึ้นทุกปี
  • แรงงานขาดทักษะ
  • ต้องนำเข้าวัสดุก่อสร้าง

สปป.ลาว

  • เงินสำรองระหว่างประเทศมีน้อยกว่า 2 เดือนของมูลค่าการนำเข้า
  • ปัญหาที่ดินราคาแพง
  • การตีความกฎหมายแต่ละที่แตกต่างกัน
  • ขั้นตอนการลงทุนมาก เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน
  • แรงงานขาดทักษะ

ที่มา: World Bank, TDRI

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในประเทศอาเซียน 9 ใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

อีเมล: [email protected]  โทรศัพท์   02 -230-2758 หรือ สายด่วน 1333

 

แสดงความคิดเห็น