Doctor a to z ตอบโจทย์การรักษาของชาวต่างชาติ

เคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่าถ้าอยากจะทำหน้าให้ไปศัลยกรรมที่เกาหลี แต่รู้ไหมครับว่าประเทศไทยเราเองก็ขึ้นชื่อในเรื่องของการรักษา การผ่าตัดต่างๆ อยู่เหมือนกัน

ซึ่งชาวต่างชาติเขาให้การยอมรับในเรื่องนี้อย่างมาก ถึงขนาดบินลัดฟ้ามาใช้บริการกันอยู่เป็นประจำ วันนี้คุณกรรณิการ์ จำปาพันธ์ COO (Chief Operations Officer) จาก Doctor a to z ซึ่งเป็น Medical Tourism แพลตฟอร์มบริการคนไข้ต่างชาติที่ต้องการมารักษาที่เมืองไทย จะมาบอกเล่าถึงการทำสตาร์ทอัพที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง

Doctor a to z จับจุดเด่นของวงการแพทย์เมืองไทย สู่ธุรกิจที่ชาวต่างชาติให้การยอมรับ

คุณกรรณิการ์ เล่าถึงที่มาที่ไปของ Doctor a to z ว่า

“คนไข้มีตั้งแต่คนไข้ปกติสุขภาพดี ต้องการมาตรวจสุขภาพที่เมืองไทย หรือคนไข้ที่มีอาการเจ็บป่วย และต้องการมารักษาตัวรวมถึงคนไข้ที่ต้องการดูแลความสวยความงามของตัวเอง ต้องการมาทำเสริมความงามที่เมืองไทย ต้องการมาดูแลสุขภาพตัวเอง

ซึ่งเมืองไทยถ้าเขาจัดอันดับของโลก ณ ตอนนี้ หลักๆ ของเราคือเรื่องการผ่าตัดออร์โธหรือว่าการผ่าตัดในเรื่องของฟัน และเรื่องของสุขภาพ ด้วยความที่เราเป็นบริษัทเครื่องมือแพทย์อยู่แล้ว และเราจำหน่ายอุปกรณ์ที่รักษาหลอดเลือดด้วยวิธีใหม่เป็นเทรนด์ใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่ต้องผ่าตัด ใช้แบบเปิดแผลเล็ก เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นของเราก็คือ การที่เราเอาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาในเมืองไทย ทำให้เราออกสอน ออกโค้ชชิ่งหมอให้ผ่าตัดด้วยวิธีการใหม่ได้

เรามองว่า Outsource ที่เรามีอยู่ตอนนี้น่าจะทำอะไรให้คนรู้จักเรามากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราอยู่กับตรงนี้มา 20 กว่าปี เราเอาหมอของเราไปสอนหมอต่างประเทศ เรามองว่าหมอของเรามีศักยภาพมากพอที่จะเป็น Leader ในโซนนี้ แต่จะทำอย่างไรถึงจะดึงศักยภาพหมอที่เรามีอยู่ให้เต็มที่ยิ่งขึ้น ทำให้คนรู้จักวงการแพทย์ของไทยมากขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เรามาทำบริการนี้”

ตอบโจทย์ทุกปัญหาที่ลูกค้าต้องเจอ

Doctor a to z ให้บริการกับเอเจนซี่ของ Medical Tourism เป็นหลัก โดยจะเป็นเหมือนตัวกลาง มีฝั่งที่ดูแลคือเอเจนซี่กับฝั่งที่เป็นโรงพยาบาล ซึ่งบริการที่โดดเด่นของทาง Doctor a to z  คือ

“ปัญหาของเอเจนซี่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องชาวต่างชาติ เขาไม่คุ้นเคยกับฟังก์ชั่นหรือระบบ และบริการของโรงพยาบาล หรือถ้าเขาอยากรู้ในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล อยากรู้ว่าหมอคนไหนเก่งรักษาโรคอะไรได้ การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นเรื่องยาก หรือในเรื่องของภาษา ถ้าเขาจะเข้ามาในเมืองไทยภาษาที่ใช้ในแต่ละประเทศ เช่น พม่า กัมพูชา ถือเป็นการยากที่จะเข้ามา

เริ่มต้นคิด Business Model โดยอาศัยช่องทางผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม

จุดเริ่มต้นในการสำรวจความต้องการของตลาดพร้อมพัฒนาต่อยอด ทาง Doctor a to z มีผู้เข้าใช้บริการเฉลี่ยที่ 20-30 เคส ซึ่งเป็นพาร์ทที่เริ่มมาเกือบ 2 ปีแล้ว

“ที่ผ่านมาเราทำสองคนกับคุณหมอ เรามองว่าน่าจะมีวิธีที่จะทำให้ธุรกิจนี้สามารถขยายใหญ่ขึ้นได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Business Model คือมาลงตัวที่การทำดิจิทัลแพลตฟอร์ม คือ

1.เรามีหมออยู่ในแพลตฟอร์มเรา 100 กว่าท่านที่เป็นหมอเฉพาะทาง ซึ่งถ้าเอเจนซี่เราที่อยู่เมืองนอกต้องการส่งคนไข้เข้ามาเขาก็สามารถคุยกับหมอของเราบนแพลตฟอร์มของเราได้โดยตรง

2.แก้ปัญหาเรื่องการหาข้อมูล ด้วยความที่หมอของเราเป็น Center กลาง เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นว่าเขาส่งไปที่โรงพยาบาลไหน เขาก็จะหาโรงพยาบาลที่ดี หาราคาที่ดี คือเราเห็นจากแพลตฟอร์มที่เขาเข้ามา

ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนคุณหมอก็จะไม่ทราบ เพราะว่าคุณหมอแต่ละคนก็จะอยู่คนละที่ แต่พอแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเราก็จะเห็นเลยว่าคนนี้จริงๆ แล้ว เขาต้องการหาคำตอบเรื่องอะไร ต้องการให้ตอบโจทย์เขาเรื่องอะไร”

การบอกต่อแบบปากต่อปาก ถือเป็นการตลาดที่น่าเชื่อถือที่สุด

“ตอนนี้เราทำเป็น B2B เรานำเอเจนซี่ Medical Tourism เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์ม เพราะฉะนั้นเอเจนซี่แต่ละประเทศเขาก็จะเป็นคน คือส่วนใหญ่คนไข้ที่มารักษาที่เมืองไทยจะเป็นในลักษณะของปากต่อปาก เอเจนซี่มีทั้งกลุ่มที่เป็นหมอและกลุ่มที่เป็นบริษัทที่ตั้งต้นมาจากบริษัททัวร์ทั่วไป ปัจจุบันเราก็จะใช้ Line ใช้อีเมลสื่อสารกัน แต่พอมีแพลตฟอร์มทุกอย่างก็อยู่บนแพลตฟอร์มทั้งหมด ถือว่าการตลาดออนไลน์เป็นแค่ช่องทางให้เขาเข้าถึงเราได้ง่ายขึ้น

เปลี่ยนเมืองไทยเป็น “โรงพยาบาลโลก” คือจุดหมายสูงสุดที่ Doctor a to z ต้องการ

ตอนนี้สิ่งที่ Doctor a to z โฟกัสคือ การทำตลาดที่พม่า เพราะพม่าเป็น Number One Medical Tourism ของประเทศไทย สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นคือ การที่ประเทศไทยได้เป็นโรงพยาบาลโลก

“ถ้าใครต้องการรักษาให้นึกถึงประเทศไทย ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Hub ของด้าน Medical Tourism อยู่แล้ว มันก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีทำให้โปรเจกต์มีภาพชัดเจนขึ้นในตลาดโลก

คำแนะนำในฐานะรุ่นพี่ในวงการสตาร์ทอัพ

“ถ้าเป็นสตาร์ทอัพเรื่องทีมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ด้วยความที่สตาร์ทอัพเป็นไอเดีย ความยากของมันคือการที่เรามองเห็นสิ่งที่เราพยายามจะแก้ปัญหา และแปลงขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์ม เป็นสิ่งที่เราเจอมาว่าเราจะแปลงยังไงให้สามารถขึ้นไปอยู่บนแพลตฟอร์มและคนเข้าถึงง่ายจนยอมใช้มัน เพราะฉะนั้นทีมก็เลยเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเราได้ทีมที่มีส่วนผสมลงตัวและคุยกันได้รู้เรื่อง มีเป้าหมายเดียวกัน มันก็ทำให้เราสามารถสร้างบริการจากไอเดียที่เรามี ขึ้นไปเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มได้ง่ายยิ่งขึ้น”

 

แสดงความคิดเห็น