คว้าโอกาสทำเงินจากนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

ปัจจุบันอาหารถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย โดยในปี 2560 ไทยสามารถส่งออกได้ถึง 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากภาพรวมการส่งออกที่มีมูลค่า 236,694.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่จะเห็นว่าปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ได้หันมาสนใจบริโภคอาหารอนาคต หรือ Future Food มากขึ้น ตามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้ส่งออกต้องปรับเปลี่ยนการผลิตอาหาร เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ทั้งยังให้ความสำคัญกับสุขภาพ และความปลอดภัยควบคู่กันไป

สำหรับประเภทของอาหารอนาคต หมายถึง อาหารเกษตรอินทรีย์ อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ  อาหารทางการแพทย์  และอาหารกลุ่มที่ผลิตขึ้นมาใหม่ทางนวัตกรรม (Novel Foods)  เป็นที่น่าสังเกตว่าตลาดส่งออกอาหารสำคัญๆ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐ หรือจีน เริ่มให้ความสำคัญกับอาหารกลุ่มนี้มากขึ้น โดยล่าสุดสหภาพยุโรปได้ประกาศให้แมลง เป็นสินค้า“โนเวลฟู้ด” ที่ให้ประโยชน์กับมนุษยชาตินับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นมา ทั้งนี้ หากผู้ผลิตสามารถผลิตอาหารอนาคตได้ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งออกได้มากยิ่งขึ้น

—————-

‘อาหาร’ ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ในปี 2560 ไทยส่งออกอาหารทำรายได้กลับเข้าประเทศมากกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 830,000 ล้านบาท จากภาพรวมการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทยซึ่งมีมูลค่า 236,694.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8,008,374 .5 ล้านบาท และที่สำคัญธุรกิจอาหารยังก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น 10.75 ล้านคน

การส่งออกอาหารที่สำคัญของไทย ในช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม – กุมภาพันธ์) 2561

 

จุดแข็งของสินค้าอาหารไทย  คือมีความหลากหลายของประเภทอาหาร รวมไปถึงเครื่องปรุง และส่วนผสมต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาผสมผสานกัน ทำให้ได้อาหารที่มีมาตรฐาน น่ารับประทาน เป็นที่ยอมรับระดับโลกในหลายเมนู

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ เทรนด์การผลิตอาหารเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยภาครัฐให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตเพิ่มการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารไทย และต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

‘นายยงวุฒิ  เสาวพฤกษ์’ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า อาหารอนาคต หรือ Future Food เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นผลิตอาหารเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ทั้งยังให้ความสำคัญกับสุขภาพ และความปลอดภัยควบคู่กันไป

 

ประเภทอาหารอนาคต (Future Food)   

นักธุรกิจหลายคนอาจจะเห็นว่าอาหารแห่งอนาคตเป็นเรื่องใหม่ แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะมีความหลากหลาย และมีคุณค่าทางโภชนาการ

​            อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่สนใจจะทดลองทำการตลาดอาหารอนาคต โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ยังขาดองค์ความรู้ จำเป็นต้องศึกษาข้อมูล เพื่อทราบถึงทิศทางและเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ และเพี่อเตรียมความพร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน การเพิ่มมูลค่าและผลิตภาพ ขยับสถานะจากการเพิ่มมูลค่า Value Added Product ไปเป็นการสร้างผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง หรือ High Value Product

ในด้านความต้องการของตลาด (ดีมานต์) แม้ว่าผู้บริโภคจะมีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่ได้ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นตัวตนของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท อย่างไรเสียนาทีนี้ผู้ประกอบการควรเตรียมตัวให้พร้อมที่จะคว้าโอกาสในการทำตลาดนี้ โดยไม่ให้ตกขบวน

 

@ แนวทางการพัฒนาสินค้าอาหารอนาคต

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอนาคต ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีความสลับซับซ้อนในการผลิต ต้องใช้องค์ความรู้หลายแขนง และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย แต่ก็มีหลายๆ หน่วยงานที่เข้ามาช่วยในสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาต่อยอดสินค้ากลุ่มนี้  ยกตัวอย่างเช่น กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้พัฒนาจากศูนย์ IDE (Innovation Driven Enterprise) เพื่อส่งเสริมให้คำปรึกษาแนะนำ ต่อยอดทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรม ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามหลักไทยแลนด์ 4.0

หลังจากสร้างผลิตภัณฑ์ได้แล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และใช้บริการตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา  “IP Mart” เชื่อมโยงกลไกส่งเสริมและสนับสนุนให้เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยังมีบริการเว็บไซต์ www.thaiipmart.com เป็น “e-Market place” คล้ายกับเว็บไซต์อาลีบาบา ผ่านระบบแอปพลิเคชันมือถือบนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

จากข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า สินค้า 4 ใน 5 สินค้าท็อปฮิต คือ สินค้านวัตกรรมอาหาร

สินค้าอาหารที่มีนวัตกรรมท็อปฮิต

 

@ เอกชนตื่นตัวพัฒนานวัตกรรมอาหาร  

ในส่วนของภาคธุรกิจก็เริ่มมีความตื่นตัวกับสินค้านี้ไม่น้อย ‘นายวิศิษฐ์  ลิ้มลือชา’ นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ยอมรับว่า  แนวโน้มอาหารอนาคตกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ล่าสุดตลาดส่งออกสำคัญอย่างสหภาพยุโรปได้ประกาศให้ “แมลง” เป็น  “โนเวลฟู้ด” หรือ อาหารชนิดใหม่ ซึ่งมีประโยชน์กับมนุษยชาตินับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561

ขณะนี้สมาคมฯ จึงร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดทำแผนสนับสนุนการส่งออกแมลงกินได้ไปตลาดต่างๆ ทั่วโลก โดยเบื้องต้นจะส่งเสริมร้านอาหารแมลงกินได้ของไทยให้กระจายออกไปยังต่างประเทศ เช่นเดียวกับการส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาร้านอาหารแบบนี้มีเปิดบริการในประเทศ จำหน่ายแมลงกินได้ ราคาจานละ 200-300 บาท มีลูกค้าให้ความนิยมเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่ยังไม่กล้าบริโภคแมลงกินได้ ดังนั้นภาครัฐและเอกชนเตรียมที่จะประชาสัมพันธ์ให้รู้จักแมลงกินได้ให้มากขึ้นต่อไปทั้งกลุ่มผู้บริโภคคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ไม่เพียงแต่ตลาดอียูเท่านั้น แต่ตลาดใหญ่อย่าง ‘สหรัฐฯ’ ก็เริ่มให้ความสนใจแมลงกินได้มากขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส  ระบุว่า สหรัฐมีสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าอาหารที่ทำจากแมลงเพิ่มขึ้น และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่มีอายุ 30-44 ปี นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีร้านอาหารจำหน่ายอาหารจากแมลง 110 ร้าน และยังมีแปลงจำหน่ายทั้งในตลาดค้าปลีก และผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์อเมซอน อีกด้วย

 

‘นายวิศิษฐ์’ มองว่า กลยุทธ์การทำตลาดสินค้าแมลง ต้องโปรโมทให้ผู้บริโภครู้ถึงคุณประโยชน์สินค้าอาหารกลุ่มนี้ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพและรสชาติอร่อย สามารถนำมาปรุงแต่งจนผู้บริโภคไม่เห็นรูปลักษณ์ของแมลงทั้งจิ้งหรีดและตั๊กแตน ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตของผู้บริโภค

ด้านผู้ผลิตรายใหญ่อย่างกลุ่มเอสซีจีเทรดดิ้ง “นายบรรณ เกษมทรัพย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เทรดดิ้ง จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนานวัตกรรมแพ็กเกจจิ้งทุเรียนสดแกะเปลือกตามระบบนาโน ซึ่งจะช่วยเก็บกลิ่นและยืดอายุการเก็บรักษาได้ยาวนานมากขึ้น ทำให้สะดวกต่อการขนย้ายและกระจายสินค้าออกไปจำหน่ายได้นานขึ้น ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชาวสวน คาดว่าจะเริ่มวางตลาดได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกทุเรียนไทยให้ได้ 10-20% ของปริมาณทุเรียนที่ส่งออกทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่ากระแสอาหารแห่งอนาคตเริ่มขยับเข้ามาใกล้ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการจะดูแลสุขภาพ ควบคู่กับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตสมัยใหม่ ดังนั้น  เอกชนไทยควรหาโอกาสศึกษาลู่ทางและพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจนี้ในอนาคต

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น