3D พรินท์เตอร์ยุคโลว์คอสต์ : แล้วโอกาสของรายย่อยก็มาถึง

ราคาของอุปกรณ์เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printer ลดลงมาเรื่อยๆ จนล่าสุดเครื่องพิมพ์บางรุ่นราคาแทบจะเท่าๆ กับอุปกรณ์ไฮเทคประจำวันอย่างโทรศัพท์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตแล้ว

ปรากฏการณ์นี้ก็คงคล้ายๆ กับในยุคแรกเริ่มเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องพิมพ์เป็นสิ่งหรูหราเกินกว่าบุคคลทั่วไปมีครอบครอง การติดตั้งซับซ้อนแถมยังราคาแพง เหมาะกับหน่วยงานระดับองค์กรมากกว่า จนกระทั่งวันที่คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ถูกออกแบบให้ใช้ง่าย ติดตั้งง่าย เป็นมิตรกับผู้ใช้ตามบ้านเรือนมากขึ้น พร้อมๆ กับราคาที่ถูกลงมาก  จนกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในชีวิตประจำวันไปแล้ว

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printing มีมานานแล้ว ตั้งแต่ทศวรรษ 1980  แต่จำกัดวงอยู่ในแวดวงเฉพาะอุตสาหกรรมออกแบบ/ขึ้นรูป หรือ Prototyping  ต่อเนื่องมาถึงยุค Molds & Tooling ในยุคโน้นมันเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะและราคาแพงมาก

จนกระทั่งราวปี 2000 (2543) พัฒนาการของคอมพิวเตอร์/เทคโนโลยีดิจิทัล พลิกเปลี่ยนโฉมหน้าการผลิตหลายวงการ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติเข้าสู่ยุค Digital Manufacturing  พัฒนาการของดิจิทัลเอื้อให้เครื่องพิมพ์สามมิติเป็นมิตรกับผู้ใช้ทั่วไป ลดทอนความซับซ้อนยุ่งยาก โลกของเทคโนโลยี 3D เข้าสู่ยุคของผู้ใช้รายย่อย ส่วนบุคคลหรือ Personal fabrication มาตั้งแต่ราวปี 2010 **1  http://explainingthefuture.com/3dprinting.html

ปัจจุบัน เป็นยุคที่เกิดมีเครื่องพิมพ์ 3D ราคาถูกลงมาก สามารถหามาใช้ได้ในร้านค้าหรือกิจการขนาดย่อม ลงไปถึงระดับบุคคล อย่างเครื่องพิมพ์ขนาด 120 x 140 x 130 ม.ม. ยี่ห้อ Startt  มีราคาแค่ 99 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ในตลาดมีสินค้าเครื่องพิมพ์ราคาถูกต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐให้เลือกมากมาย  ปัจจัยสำคัญคือเริ่มมีสินค้าจากจีนที่มีจุดเด่นเรื่องราคาเข้าไปแชร์ตลาด   **2  https://all3dp.com/1/best-cheap-diy-3d-printer-kit/

พัฒนาการของเทคโนโลยีการพิมพ์ 3D ยุคดิจิทัล ต้องประกอบกันระหว่างเครื่องพิมพ์  กับ โปรแกรม หรือ แอปพลิเคชัน พัฒนาการของเครื่องพิมพ์สามารถประยุกต์วัสดุต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่ เส้นพลาสติก Filament ไม่กี่ชนิด หากยังแยกย่อยลงไปตามคุณลักษณะของวัสดุ แบบมันวาว แบบยืดหยุ่น แบบแข็งแรงรับน้ำหนัก ไปจนถึงวัสดุโลหะ และ ผลิตภัณฑ์จากไม้ ก็สามารถก่อรูปสร้างผลงานออกมาได้ขณะที่โปรแกรมการออกแบบก็ล้ำหน้าซับซ้อนขึ้น  ถึงขั้นที่บริษัทจากจีน ชื่อว่า Shanghai WinSun Decoration Design Engineering Co สามารถสร้างอาคารให้มนุษย์อยู่อาศัยได้จริงจากเครื่องพิมพ์ 3D

ตลาด 3D จะยังเป็นอนาคตและจะยังเติบโตอีกมาก  เว็บไซต์ www.statista.com ประมาณการว่า ขนาดของตลาด 3 D ในปี 2018 อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะไต่ระดับไปถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020

ความก้าวหน้าและราคาที่ถูกลงมาก ก่อให้เกิดช่องทางใหม่ๆ ทางธุรกิจ เช่น มีบริษัทที่รับทำหุ่นจำลองหน้าเหมือนกับบุคคล หรือ Selfie 3D printing  ทำตุ๊กตาหน้าเหมือนที่มีเพียงตัวเดียวในโลก ไม่เหมือนใคร-ไม่มีใครเหมือน และธุรกิจนี้ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะตุ๊กตาดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ เป็นตุ๊กตาประดับเค้กแต่งงาน, หรือสั่งทำเพื่อมอบให้เจ้าตัวในวาระพิเศษ ธุรกิจดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีอุปกรณ์เครื่องพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพปานกลาง พร้อมกับสตูดิโอเล็กๆ ติดตั้งกล้องรอบๆ ทุกมุมเพื่อถ่ายแบบ แต่ที่เป็นหัวใจของธุรกิจก็คือโปรแกรมซอฟท์แวร์เพื่อสร้างวัตถุตามคำสั่ง ในสหรัฐอเมริกามีแบบเช่าใช้งานรายเดือนตกประมาณเดือนละ 300 ดอลลาร์สหรัฐ ใช้งานผ่านคลาวด์แทนที่จะซื้อมาโหลดใส่เครื่องแบบโปรแกรมยุคก่อน ธุรกิจดังกล่าวไม่ถึงกับเล็กและไม่ถึงกับใหญ่ เมื่อเทียบกับสมัยหนึ่งที่ร้านถ่ายรูปในประเทศไทยต้องมีเครื่องอัดภาพติดตั้ง พร้อมๆ กับสตูดิโอถ่ายภาพ ลักษณะและขนาดการลงทุนไม่ได้แตกต่างกันมากนักเมื่อเทียบค่าเงินของยุคสมัยนั้น

ธุรกิจการพิมพ์ภาพหน้าเหมือน ให้เป็นสินค้าชิ้นเดียวในโลกตามใจลูกค้าที่ยกตัวอย่างมา เป็นแค่ตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าโอกาสและช่องทางของ 3D ไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ ก่อสร้างตึก อุปกรณ์การแพทย์ หรือต้องไฮเทคเป็นพิเศษ เอาแค่กิจการระดับกลางและย่อมก็สามารถทำธุรกิจจากเครื่อง 3D ได้

เหมือนกับในยุคหนึ่ง สมัยที่เครื่องคอมพิวเตอร์กับพรินท์เตอร์ราคาถูกลงมา ก็มีผู้ใช้มันเพื่อออกแบบทำนามบัตร การพิมพ์รายย่อยแบบตั้งโต๊ะอยู่ทั่วไป  วัดกันที่ไอเดียการใช้โปรแกรมออกแบบ ฟอนต์ สีสัน และรูปทรงของวัสดุ งานพิมพ์สามมิติก็เช่นกัน แถมยังเปิดกว้างมากกว่าอีกหลายเท่านัก เพราะอานุภาพของเครื่อง 3 มิติ อนุญาตให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่า สร้างผลงานได้ทุกแบบทั้งด้านการใช้งานในชีวิตประจำวันจริงไปจนถึงงานศิลปะ Things to 3D Print Which Are Actually Useful  ในเว็บไซต์ https://all3dp.com/  มาให้ดูสักหลายตัวอย่าง ที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต่อยอดไอเดียเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เก๋ไก๋ ทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยของเรา ***3   https://all3dp.com/1/useful-cool-things-3d-print-ideas-3d-printer-projects-stuff/

เช่น ออกแบบเป็นที่ตั้งโทรศัพท์สมาร์ทโฟนพร้อมทำหน้าที่ขยายเสียงลำโพงพร้อมในตัว Groovi Monster Sound Amplifier, ภาชนะรูปช้างสำหรับใส่ช้อมส้อม Jumbo Elephant Cutlery Drainer, ออกแบบแผ่นรองแก้วกาแฟร้อน จากความจำเจเดิม ให้เป็นโมเลกุลของคาเฟอีนซะ Caffeine Molecule Drinks Coaster ผลงานชิ้นนี้อาจจะถูกใจเจ้าของร้านกาแฟเมืองไทยที่แข่งขันกันกิ๊บเก๋ ชิค คูล และต้องการอัตลักษณ์เฉพาะตนไม่น้อย, มีตัวอย่างอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เช่น คลิป ที่หนีบแว่นตา ที่เปิดขวด ฯลฯ ซึ่งหากมีผู้มีไอเดียออกแบบของกระจุกกระจิกในบ้านชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นออกมาเป็นธีมตกแต่งชุดเดียวกัน มันก็คืองานออกแบบเครื่องตกแต่ง Decorative Design ที่ผู้ออกแบบสามารถสั่งผลิตขึ้นเองในบ้านได้ด้วยซ้ำไป

ซึ่งจะว่าไป วงการสถาปนิกและการตกแต่งเริ่มรู้จักอิทธิฤทธิ์ของเครื่องพิมพ์ 3D printing มาล่วงหน้าสักระยะหนึ่งแล้ว พร้อมๆ กับพัฒนาการของเครื่องพิมพ์ที่เล็กลงและถูกลง เว็บไซต์ https://3dprint.com/65759/decorating-with-3d-printing/ มีตัวอย่างของงานออกแบบตกแต่งภายในที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่โคมไฟ แจกัน ศิลปะประดับผนัง โต๊ะเก้าอี้ เครื่องครัว ฯลฯ แบบที่ไม่สามารถหาซื้อจากแหล่งทั่วไป

            ซึ่งนี่ล่ะคือโอกาสอันเปิดกว้างของผู้ประกอบการที่มีความคิดสร้างสรรค์

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น