โอกาสธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรในเมียนมา

เมียนมาเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่ในภาคการเกษตรราว 4 ล้านครัวเรือน และมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ 420 ล้านไร่ มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย 100 ล้านไร่ ทั้งยังมีพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ และมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพัฒนาการเกษตรอีกมากมาย รวมถึงมีแรงงานภาคเกษตรจำนวนมาก

ไฮไลต์ :

  • เมียนมาเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่ในภาคการเกษตรราว 4 ล้านครัวเรือน และมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ 420 ล้านไร่ มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย 100 ล้านไร่ มีแรงงานและมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก ประกอบกับรัฐบาลเมียนมามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มผลทางการเกษตร ซึ่งถือเป็น โอกาสสำหรับธุรกิจเครื่องจักรกลและวัสดุทางการเกษตรของไทย
  • ปัจจุบันเมียนมาต้องการพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตร โดยนำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 2 รองจากจีน แต่สินค้าไทยมีคุณภาพสูงและราคาแพงกว่าสินค้าจีน จำหน่ายสินค้าเข้าไปทำการตลาดโดยผ่านผู้นำเข้า และผู้แทนจำหน่ายผ่านด่านชายแดนบริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก ไปยังเมียวดี เพื่อส่งต่อไปจำหน่ายยังเมืองการค้าที่สำคัญๆ ต่างๆ เช่น กรุงย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พุกาม เกาะสอง เมียวดี เชียงตุง และมูเซ เป็นต้น  ก่อนที่จะถูกกระจายไปยังแหล่งที่มีการเพาะปลูกสำคัญของประเทศ เช่น เขตมัณฑะเลย์ เขตอิระวดี และเขตพะโค เป็นต้น

เมียนมาเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่ในภาคการเกษตรราว 4 ล้านครัวเรือน และมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ 420 ล้านไร่ มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย 100 ล้านไร่ ทั้งยังมีพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ และมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพัฒนาการเกษตรอีกมากมาย รวมถึงมีแรงงานภาคเกษตรจำนวนมาก

เมียนมาถือเป็น “ขุมทอง” สำหรับธุรกิจเครื่องจักรกลและวัสดุทางการเกษตรของไทย เนื่องจากที่ผ่านมาการทำการเกษตรเมียนมายังใช้แรงงานเป็นหลัก การทำเกษตรโดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัยยังมีสัดส่วนไม่มากนัก และเกษตรกรมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุน ในการใช้เครื่องมือ และสารเคมีทางการเกษตร ส่งผลให้ต้นทุนการทำการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวของเมียนมาโดยเฉลี่ยต่ำ 2,340 บาท ต่อผลผลิต 800 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าไทยครึ่งหนึ่ง แต่ด้วยคุณภาพและความหอมทำให้ข้าวสายพันธุ์ Paw San Mui จากเมียนมาได้รับรางวัล ‘World Best Rice Premium Award 2011’ จากการประชุม The Rice Trader World Rice Conference ส่งผลให้ข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวได้รับความนิยมในตลาดโลกมากขึ้น

 

ประกอบกับรัฐบาลเมียนมามีนโยบายที่จะพัฒนาการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น และมุ่งที่จะเพิ่มปริมาณผลิตข้าวต่อปี จากที่เคยผลิตได้ปีละ 500,000 ตันในปี 2555 เป็น 2 ล้านตันในปี 2558 จึงส่งผลให้เกษตรกรเมียนมาเริ่มหันมาใช้เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ทางการเกษตรที่ทันสมัยเพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเมียนมา มีการขยายตัวเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 7% โดยล่าสุดในปี 2559 ขยายตัว 8.5% รัฐบาลเมียนมามีการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเมียนมา สร้างความเจริญเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจเกษตร   ซึ่งนี่ถือเป็น “โอกาสทอง” ของการส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตรของไทย

 

ประเภทธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรที่น่าเข้าไปลงทุน ได้แก่ การผลิตเครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร และสินค้ากลุ่มวัสุดทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ เครื่องและอุปกรณ์ทางการเกษตรขนาดเล็ก อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารโดยวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น กาแฟ ชา น้ำมันปาล์ม ยาสมุนไพร และอาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ และประมง

 

ทั้งนี้ การขยายเข้าไปทำการตลาดในเมียนมา ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไข และเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ทั้งในส่วนที่จะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจเอง หรือเข้าไปร่วมทุนกับนักธุรกิจเมียนมา

 

จากข้อมูลพบว่านักลงทุนจากประเทศจีน เป็นนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนสูงที่สุด รองลงมา คือ สิงคโปร์ ไทย ฮ่องกง และอังกฤษ ตามลำดับ

 

กราฟฟิค อันดับประเทศที่มีการลงทุนในเมียนมาสูงสุด

 ที่มา : ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชีย

 

สำหรับสถานการณ์การลงทุนในธุรกิจเกษตรปัจจุบัน “เมียนมา” ต้องการพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นสำคัญ โดยนำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 2 รองจากจีน เนื่องจากมีโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศเพียงไม่กี่แห่ง และมีศักยภาพการผลิตต่ำ และไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ภายหลังรัฐบาลเมียนมาเริ่มให้สัมปทานนักลงทุนต่างชาติในการทำการเกษตรมากยิ่งขึ้น โดยรายได้จากภาคเกษตรยังเป็นรายได้หลักของเมียนมา

 

จะเห็นว่าโอกาสเปิดกว้างมากสำหรับธุรกิจเกษตรไทยในเมียนมา ในฐานะประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาจจะถือว่าไทยมีความได้เปรียบจีน แต่ทว่าหากเปรียบเทียบต้นทุนต่อหน่วยและราคาขายเครื่องจักรจากจีนและญี่ปุ่นก็ยังมีความได้เปรียบกว่าไทย เพราะราคาถูกกว่าไทยมาก เช่น รถเกี่ยวข้าวจากไทยราคา 3 ล้านบาท แต่รถเกี่ยวข้าวจากจีนราคาเพียง 600,000 บาท ต่างกันถึง 5 เท่า นอกจากนี้ ผู้นำเข้าเครื่องจักรจากจีนยังได้ให้สิทธิพิเศษในเรื่องการชำระเงิน เพราะผู้ส่งออกจีนใช้ระบบการค้าผ่านระบบ “ขายฝาก”

 

ขณะที่กลยุทธ์ของผู้ประกอบการที่ผ่านมาเน้นการทำการตลาดระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพดี ช่วยให้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว และเน้นที่บริการหลังการขาย ทั้งการตรวจสอบสภาพการใช้งานของรถ การให้ความรู้กับลูกค้าในการบำรุงรักษาเครื่องจักร เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ประเด็นนี้ได้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า และช่วยเพิ่มความนิยมในสินค้าไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มรถไถเดินตาม รถแทรกเตอร์ เครื่องสูบน้ำแบบหมุนเหวี่ยง เครื่องสีข้าวและเครื่องขัดขาว เครื่องแยกขนาดเมล็ดธัญพืช เครื่องสูบน้ำ เป็นต้น

 

ส่วนช่องทางการจำหน่ายสินค้ากลุ่มนี้ สามารถเข้าไปทำการตลาดโดยผ่านผู้นำเข้า และผู้แทนจำหน่ายผ่านด่านชายแดนบริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก ไปยังเมียวดี  ไปจำหน่ายยังเมืองการค้าที่สำคัญๆ ต่างๆ เช่น กรุงย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พุกาม เกาะสอง เมียวดี เชียงตุง และมูเซ เป็นต้น  ก่อนที่จะถูกกระจายไปยังแหล่งที่มีการเพาะปลูกสำคัญของประเทศ เช่น เขตมัณฑะเลย์ เขตอิระวดี และเขตพะโค เป็นต้น

 

เมื่อเห็นโอกาสรออยู่ตรงหน้าอย่างนี้แล้ว เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยคงไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ทำกำไรให้ธุรกิจของคุณ

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศ เพื่อให้บริการท่าน

สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: [email protected] สายด่วน 1333

 

แสดงความคิดเห็น