เทคโนโลยีรุกแฟรนไชส์ท่องเที่ยว ปรับวิถีอย่างไรให้รอด

ธุรกิจแฟรนไชส์เพื่อการท่องเที่ยวจะไม่ตาย หากจับกลุ่มลูกค้าที่ตรงจุด สามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ ทั้งในแง่ของกำไร และฐานลูกค้า เพราะ ไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงิน อำนาจจับจ่ายสูง

ไฮไลท์ : เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นความท้าทายสำคัญต่อธุรกิจแฟรนไชส์ท่องเที่ยว ที่ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าธุรกิจจะมีอัตราการขยายตัวปีละ 5-8% ไม่ต่ำกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ด้วยจุดแข็งของรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์แต่ละบริษัท สินค้าจะนำเสนอขายแฟรนไชส์ และการเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าสูงวัยซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

ธุรกิจท่องเที่ยวเผชิญกับการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะกับการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้การเดินทางมีความสะดวกมากขึ้น มีความเป็นมาของสถานที่ ที่พักหรือประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรมของสถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยี ประยุกต์ใช้ในร้านอาหารหรือร้านขายของที่ระลึก เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ

เทคโนโลยีทำให้การเดินทางท่องเที่ยวง่ายขึ้น คนทั่วไปสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยตัวแทน หรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะทุกคนใช้เทคโนโลยีสำหรับเปิดประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวได้เอง จึงต้องหันมาดูธุรกิจแฟรนไชส์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ในอดีตเคยเฟื่องฟู อาทิ ตัวแทนขายตั๋วเครื่องบิน ตัวแทนขายแพ็คเกจทัวร์ ตัวแทนทำวีซ่า เป็นต้น

แฟรนไชส์เหล่านี้ยังสามารถอยู่รอด จากวิถีการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่?

‘คุณยุทธศักดิ์ สุภสร’ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แฟรนไชส์สำหรับบริการการท่องเที่ยว ต้องปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป แม้จะทำงานลำบากมากขึ้นเพราะการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่เชื่อว่าธุรกิจแฟรนไชส์การท่องเที่ยว ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ปีละไม่ต่ำกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คือประมาณ 5-8% เพราะรูปแบบของธุรกิจแฟรนไชส์ คือรูปแบบที่ทำขึ้นมา จากความเข้มแข็งของบริษัท และสินค้าที่จะนำเสนอขายแฟรนไชส์ คือ การเสนอขายโมเดลความสำเร็จ จึงจะขายได้

“เชื่อว่าธุรกิจแฟรนไชส์เพื่อการท่องเที่ยวจะไม่ตาย หากจับกลุ่มลูกค้าที่ตรงจุด สามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ ทั้งในแง่ของกำไร และฐานลูกค้า เพราะ ไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงิน อำนาจจับจ่ายสูง เริ่มมีการท่องเที่ยวเดินทาง ขณะที่เรื่องของเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังไม่เท่าทัน ถ้าปรับตัวมาเอาใจใส่ และบริการกลุ่มนี้ การเติบโตอาจจะสูงก็ได้ แต่บริษัทผู้ขายแฟรนไชส์ ในฐานะผู้ในบริการต้องปรับตัว ปรับการให้บริการ หากลุ่มลูกค้าที่เป็นโอกาส ธุรกิจแฟรนไชส์ก็ยังเติบโตได้ต่อนื่องไม่น่ามีปัญหากับการเปลี่ยนแปลง”

“คุณวรุตม์ ศิรประชา” ผู้ก่อตั้ง แฟรนไชเซอร์ไทยแลนด์ (Franchiserthailand.com) กล่าวว่า แฟรนไชเซอร์ไทยแลนด์ ก่อตั้งมา 6 ปี เป็นการขายออนไลน์แฟรนไชส์ท่องเที่ยวแบบสมัครสมาชิก ในราคาตั้งแต่ 10,000-28,000 บาท และเสียค่าใช้จ่ายค่ารายปี 2,000 บาท/ปี ขณะนี้มีสมาชิกกว่า 3,000 ราย มีการเติบโตประมาณ 5-10% ต่อปี โดยสมาชิกที่ซื้อแฟรนไชส์ 10,000 บาทจะเริ่มจากการขายโรงแรม ที่พัก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนสมาชิกสูงสุด 28,000 บาทจะได้ขายบริการท่องเที่ยวทุกอย่าง รวมทั้งแพ็คเกจทัวร์ รถเช่าทั่วโลก

ขณะนี้ยังมีการสอบถามเข้ามาและมีการซื้อสมาชิกอยู่ต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่อยากสร้างธุรกิจ เนื่องจากเทรนด์ ส่วนใหญ่อยากเป็นเจ้าของกิจการ หากเป็นพนักงานประจำก็อยากหาธุรกิจเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม มีหลายคนเด็กจบใหม่อยากเป็นเถ้าแก่ อยากมีกิจกรรมทำ โดยทำงานอิสระ ไม่ต้องตอกบัตร ธุรกิจแฟรนไชส์จึงตอบโจทย์ความต้องการเด็กรุ่นใหม่

“ธุรกิจแฟรนไชส์ท่องเที่ยวของแฟรนไชเซอร์ไทยแลนด์  ยังเป็นบริษัทแรกบริษัทเดียวที่ขายแฟรนไชส์ในลักษณะออนไลน์ และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องไปกับพัฒนาการด้านออนไลน์ นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป แฟรนไชส์ก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันแม้ขณะนี้เศรษฐกิจจะซบเซา รากหญ้ามีปัญหาเรื่องการใช้จ่าย  แต่กระทบต่อธุรกิจแฟรนไชส์ไม่มากนัก ยังมีการเติบโตได้ต่อเนื่อง”

 

เปรียบเทียบรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ท่องเที่ยว

ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

‘คุณวิภาวดี ฮาหมาด’ เจ้าของ บริษัท วีซ่า แอนด์ ทรานสเลชั่น เซอวิส จำกัด เจ้าของร้านแฟรนไชส์ทราเวลเฟรนด์  เปิดเผยว่า เมื่อปี 2557 ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัท และวางระบบขายแฟรนไชส์ในนาม แฟรนไชส์ทราเวลเฟรนด์ เพื่อเป็นนายหน้าในการบริการทำวีซ่า เพื่อการเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อครบ 4 ปีของการดำเนินงานสามารถขายแฟรนไชส์ได้จำนวน 26 สาขา สร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 2-3 แสนบาท/เดือน ขณะนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกสาขา มีส่วนแบ่งรายได้ในสัดส่วน 60% เป็นของแฟรนไชส์ซอ ส่วนอีก 40% ของรายได้เป็นของ แฟรนไชส์ซี

ทั้งนี้รายได้ของบริษัทที่ดูแล้วเหมือนไม่มากเท่าไหร่ เนื่องจากมากกว่า 60% ของสาขาเป็นแฟรนไชส์ซีที่เพิ่งร่วมธุรกิจในปี 2561  โดยใน 2 ปีแรก ธุรกิจการขายวีซ่า มีเรื่องของการลงทุน ทำให้มีกำไรน้อย เมื่อผ่าน 2 ปีแรก ทำให้บริษัทผ่านจุดคุ้มทุนมีกำไรในปี 3 และ4 ในช่วงแรกของการประกอบกิจการจะเน้นในเรื่องของการ ทำตลาด สร้างการรับรู้บริการเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

สำหรับขนาดแฟรนไชส์ มีตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มีราคาแฟรนไชส์ ขนาดเล็ก 35,000 บาทมีจุดคุ้มทุน 1-3 เดือน ขนาดกลาง 65,000 บาท และใหญ่ราคา 1-3 แสนบาท มีจุดคุ้มทุนตั้งแต่ 6 เดือน – 1 ปี ธุรกิจนี้มีการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่การเติบโตในช่วงนี้อาศัยการสร้างการรับรู้โดยผ่านเพจ เฟซบุ๊ก  ลูกค้าเก่าแนะนำปากต่อปาก ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยในแต่ละสาขาจะมีลูกค้าประมาณ 20-30% หรือประมาณ 200-300 ราย/สาขาในปี2560

ดังนั้นบริษัทวางแผนว่า หากสร้างความเข้มแข็งและขยายสาขาได้เพิ่มสักประมาณปลายปีนี้จะเดินทางหาพันธมิตรในต่างประเทศ เริ่มจากประเทศในเออีซี ก่อน ค่อยๆ ดูลู่ทางของธุรกิจ เพราะธุรกิจนี้เติบโตตามการท่องเที่ยว ไม่เคยเห็นมีความซบเซาของธุรกิจการทำวีซ่า เพราะคนต้องเดินทาง ทั้งเดินทางไปเที่ยวเดินทางไปทำงาน เดินทางไปเยี่ยมญาติ ฯลฯ โดยในเร็วๆ นี้จะมีบริการใหม่ๆ เข้ามาป้อนให้กับแฟรนไชส์ซี เพื่อเพิ่มสินค้าให้กับลูกค้า

ในทุกธุรกิจมีวิถีการเปลี่ยนแปลง ผู้สามารถปรับตัวได้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หาจุดแข็ง จุดขายให้เจอ ก็สามารถอยู่รอดได้”แฟรนไชส์ท่องเที่ยว”ก็เช่นกัน

Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก(http://lendingonlineregister.bangkokbanksme.com/) หรือสายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น