กนอ. หนุน 5 แอคชั่นแพลน ทรานส์ฟอร์มนิคมฯ รับการลงทุนอีอีซี

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เร่งพัฒนาพื้นที่ และนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการลงทุน ในระเบียงเศรษฐกิจ EEC

นางสุวัฒนา กมลวัทนนิศา รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ตามมติคณะกรรมการ กนอ. เห็นชอบให้ กนอ. มีมติเห็นชอบการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในลักษณะร่วมดำเนินงาน นิคมฯ โรจนะแหลมฉบัง จ.ชลบุรี บนเนื้อที่ประมาณ 843 ไร่ ซึ่งจะร่วมดำเนินงานกับบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) โดยนิคมฯ ดังกล่าวจะถูกพัฒนาภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเบาที่ทันสมัย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร และอุตสาหกรรมการแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบครบวงจรเป็นต้น

 

สำหรับมูลค่าการลงทุนของโครงการ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,700 ล้านบาท โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ทำเลที่ตั้งของโครงการ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เป้าหมายโครงการ EEC ทำให้ผู้ประกอบการ สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการส่งเสริมของ EEC และมีนิคมฯ ใกล้เคียงในรัศมี 50 กิโลเมตร กว่า 5 นิคมฯ เพื่อเป็นการรองรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีความสนใจในพื้นที่และมีนิคมฯ ใกล้เคียงในรัศมี 50 กิโลเมตร กว่า 5 นิคมฯ เพื่อเป็นการรองรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีความสนใจในพื้นที่

 

โดยนิคมฯ ดังกล่าวมีการใช้ประโยชน์ที่ดินโครงการแบ่งเป็น เขตอุตสาหกรรม ร้อยละ 72.94 พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค ร้อยละ 16.00 และพื้นที่สีเขียวร้อยละ 11.06 ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี และคาดว่าจะสามารถขายพื้นที่หมดภายในระยะเวลา  3 ปี คาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้กว่า 3,400 ล้านบาท

นางสุวัฒนา กมลวัทนนิศา รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

นางสุวัฒนา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หลังจากที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี มีการประกาศใช้เป็นกฎหมาย การนิคมฯ ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว จึงได้เร่งดำเนินการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการลงทุนและการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  โดยขณะนี้ความคืบหน้าในการดำเนินงานดังกล่าว มีประเด็นดังต่อไปนี้

1.ด้านการจัดสรรที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อม 

กนอ. ได้มีการสนับสนุนผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม พร้อมด้วยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการด้านเขต/สวนอุตสาหกรรมเดิม ดำเนินการยกระดับพื้นที่ของตนเองให้เข้าสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาสู่การเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อไป

2.ด้านการให้บริการ 

กนอ. ได้มีการดำเนินการร่วมกันกับ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ในการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนที่สนใจดำเนินการในพื้นที่ EEC ที่จะมีความรวดเร็วและครบวงจร อาทิ การพัฒนาระบบอนุมัติอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ในเขตประกอบการเสรี เพื่อลดขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าเข้า – ออก เพื่อช่วยประหยัดต้นทุนและเวลาในการดำเนินธุรกรรมของผู้ประกอบการ ตลอดจนศูนย์ SME – ITC ที่จะช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้รับองค์ความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ๆที่ทันสมัยจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ ต่อเนื่องถึงการเชื่อมโยงเพื่อเป็นฐานการผลิตระหว่างกันต่อไป

 

 3.การเร่งพัฒนาเมกะโปรเจกต์ เพื่อเป็นฐานรองรับการผลิต การลงทุน

 ซึ่งได้แก่ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งในเดือนมิถุนายนนี้จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนแบบเฉพาะรายอีกหนึ่งครั้ง ทั้งในเรื่องของรูปแบบการร่วมลงทุน ความต้องการในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภค รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ

ในขณะนี้มีผู้ประกอบการในพื้นที่ EEC สนใจส่งเรื่องจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในลักษณะร่วม

      

4.การพัฒนานิคมฯ ใหม่เพื่อรองรับการลงทุน 

ดำเนินงาน กับ กนอ. จำนวนรวมแล้วไม่น้อยกว่า 15 ราย ซึ่ง กนอ. กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณา

 

5.การส่งเสริมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

เพราะนวัตกรรมและเทคโนโลยี และระบบต่างๆที่เป็นดิจิทัล เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนในอีอีซีอย่างมีนัยสำคัญ เช่นการพัฒนานิคมฯ Smart Park ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่รองรับการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ

 

นอกจากนี้ กนอ. ยังมีมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจาก สิทธิประโยชน์การลงทุนของบีโอไอ ด้วยการลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 50% เพิ่มอีก 5 ปีจากเกณฑ์ปกติ ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ที่ได้มีการประกาศ 21 นิคมอุตสาหกรรม เป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้ช่วยดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น และยังส่งผลให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลายรายสนใจยื่นเรื่องขอจัดตั้งเป็นเขตส่งเสริม และได้มีนิคมฯ ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตส่งเสริมอีกหลายแห่ง

 

 

แสดงความคิดเห็น