เร่งเครื่องให้ Startup ทำเงินหลักล้าน ด้วย 4 เงื่อนไข

คนทำสตาร์ทอัพส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดก็คงเคยใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะเติบโตขึ้นจนกลายเป็น “ยูนิคอร์น” หรือบริษัทสตาร์ทอัพที่มีการระดมทุน จนกลายเป็นบริษัทหลักพันล้าน

ซึ่งสตาร์ทอัพในประเทศไทยทุกคนก็คงหวังจะเป็นหนึ่งในนั้นอยู่แน่ๆ แต่หัวใจสำคัญในการจะผลักดันธุรกิจของตัวเองให้เติบโตได้ก้าวไกลระดับโลกแบบนี้ได้ อาศัยแค่โชคช่วยคงไม่มีทางไปถึงแน่นอน มันต้องประกอบกับ 4 เงื่อนไขเหล่านี้ด้วย ถึงจะช่วยให้สตาร์ทอัพของคุณมีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้แบบที่ตั้งใจ

  1. ต้องมีทักษะการขายเป็นเลิศ

สตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะมาจากสายไอที วงการคอมพิวเตอร์ หรือพวกวิศวกรรมซอฟต์แวร์ต่างๆ เป็นหลัก ถึงจะสามารถสร้างนวัตกรรมเจ๋งๆ เปลี่ยนโลกขึ้นมาได้ ซึ่งสายอาชีพที่ว่ามานั้นน้อยคนนักจะมีความสามารถในการขายรวมอยู่ด้วย ทำให้เรื่องของการขายนี้เป็นโจทย์ตายที่สตาร์ทอัพหลายคนต้องลำบากยากเย็นกว่าจะผ่านพ้นมันไปได้ และอีกนับร้อยก็ต้องล้มหายตายจากกันไป

แต่อย่าลืมว่าการขายเป็นเหมือนหัวใจหลักในการหล่อเลี้ยงธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพราะต่อให้คุณเขียนโปรแกรมได้เก่งแค่ไหน แต่ถ้าขายไม่ได้ มันก็สร้างกำไรและพัฒนาต่อไปไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นทักษะด้านการขายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สตาร์ทอัพทั้งประเทศไทยควรศึกษาและพัฒนาตนเอง

  1. สตาร์ทอัพของเราต้องแก้ปัญหาได้จริง

การทำสตาร์ทอัพที่ดีต้องเริ่มจาก Pain Point เป็นหลัก มองหาจุดที่มีปัญหา และยังไม่มีคนเข้ามาแก้ไข ซึ่งถ้าคุณทำได้ ธุรกิจคุณจะกลายเป็นเจ้าแรก และเจ้าเดียวในประเทศไทย ซึ่งนั่นหมายความว่าส่วนแบ่งในตลาดทุกบาททุกสตางค์จะตกเป็นของคุณแต่เพียงผู้เดียว และนั่นจะทำให้คุณเข้าใกล้คำว่า “ยูนิคอร์น” ไปอีกก้าวอย่างรวดเร็ว

  1. ฟังเสียงของลูกค้า ไม่ใช่เสียงของตัวเอง

ธุรกิจสตาร์ทอัพของเราจะไปรอดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราปรับเปลี่ยนและพัฒนามันให้ตรงใจตอบโจทย์กับผู้ใช้งานได้มากน้อยแค่ไหนนี่แหละครับ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดำเนินธุรกิจโดยยึดความคิดตัวเองเป็นหลัก คิดไปเองว่าถ้าแก้ตรงนั้นแล้วจะดี ปรับตรงนี้แล้วลูกค้าจะชอบ โดยไม่เคยลงไปสอบถามฟีดแบคกับลูกค้าเลยว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เขาต้องการคืออะไร

หรือบางคนทำสตาร์ทอัพเพื่อตอบโจทย์นายทุน พยายามปรับมุมมอง และเปลี่ยนแผนธุรกิจ รวมทั้งฟังก์ชันต่างๆ ในการทำงานเพื่อให้นักลงทุนเกิดความสนใจ จนสุดท้ายก็หลุดโฟกัสเดิมในการมอบคุณค่าให้กับ “ผู้ใช้งาน” เหมือนกับที่เฟซบุ๊กทำเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นเพจหรือโฆษณามากกว่าสเตตัสเพื่อนด้วยกัน จนทำให้หลายๆ คนเลิกเล่นเฟซบุ๊กไปเลย

  1. มีจุดขายที่ชัดเจนแต่แรก

รูปแบบการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็ต้องการยอดขายอยู่ดีนะครับ เพื่อที่อย่างน้อยก็จะได้สามารถนำเงินไปลงทุนพัฒนาต่อยอดและขยายการเติบโตของสตาร์ทอัพเราต่อไป ดังนั้นเมื่อทำสตาร์ทอัพ เราต้องรู้ช่องทางการทำเงินของธุรกิจเราอย่างชัดเจน รู้ว่าจะขายยังไง กลุ่มเป้าหมายคือใคร และต้องมั่นใจว่าตลาดที่เรากำลังจะลงไปเล่นนั้นมันมีช่องว่างให้กับเราจริงๆ เพราะไม่อย่างนั้นสุดท้ายแล้วความสะดวกสบายที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตในทุกวันนี้มันก็จะกลืนกินธุรกิจของเราให้หายไป ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลืมตาอ้าปากเลยล่ะครับ

แสดงความคิดเห็น