SOMSRi AI ตัวช่วยผู้ประกอบการ สอดส่องร้านค้าตั้งแต่ Online ถึง Offline

สำหรับคนที่ทำธุรกิจและไม่มีเวลามาตอบลูกค้าทางช่องอินบอกซ์ หรือแม้แต่การมอนิเตอร์ดูกล้องวงจรปิดว่าลูกค้าที่ร้านมากมายในช่วงเวลาไหน ขายสินค้าช่วงไหนได้มากที่สุด เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์การตลาดให้ธุรกิจ

วันนี้เรามีสตาร์ทอัพดีๆ มาแนะนำกัน โดย ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย CEO และ Co-Founder ของสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า SYNAPES (ไซแนปส์) ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม SOMSRi AI ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ความรู้ต่างๆ ได้ เข้าใจภาษาธรรมชาติมนุษย์ที่เป็นภาษาไทย เข้าใจเรื่องรูปภาพ และพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งถูกนำเข้ามาใช้ในงานบริการทางด้านธุรกิจ

 

จุดเริ่มต้นของ SOMSRi AI ตัวช่วยธุรกิจไทยให้ก้าวไกลสู่อนาคต

SOMSRi AI เริ่มต้นจากการที่ ดร.ชาญวิทย์ ซึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นว่า AI มีประโยชน์ ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยพยายามคุยกันเรื่องนี้มาก เลยเริ่มจากออกมาเป็นวิทยากรก่อน โดยจะให้ความรู้ว่าจะนำ AI มาใช้ในเชิงธุรกิจอย่างไร ให้ผู้สนใจกลุ่มเล็กๆ ฟัง

“แรกๆ ก็เริ่มจากคน 30 คนมาฟัง แล้วค่อยๆ ต่อยอดไปงานใหญ่ขึ้น ซึ่งก็คืองาน Startup Thailand จนเริ่มเจอคนที่สนใจเหมือนกัน ก็เลยรวมกลุ่มกันมาทำเป็น Commercial AI ที่จะ Support  ธุรกิจด้วยความตั้งใจที่อยากให้ประเทศไทยพึ่งพาตัวเองได้ ทดแทนการใช้เทคโนโลยีของต่างประเทศ

ซึ่งความรู้ตรงนี้เรามีอยู่แล้ว เพียงแค่เราเริ่มมาใช้งานก็จะเกิดความเชี่ยวชาญมากขึ้น ทุกวันนี้กลุ่มพวกเราเรียกว่ากลุ่ม Bangkok AI เป็น Community  ทางด้าน Apply หรือว่าประยุกต์ใช้ AI ซึ่งเราไม่ได้ทำเฉพาะในประเทศไทย แต่เราเชื่อมกับหลายๆ เมืองทั่วโลกที่มีคนทำด้าน AI เช่น Singapore, Hong Kong  และที่ USA, Europe ก็มีหลายๆ เมืองที่ทำด้านนี้ ประมาณ 40 กว่าเมืองทั่วโลก”

ขั้นตอนการทำงานของ SOMSRi AI ที่ช่วยให้ธุรกิจกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น

SOMSRi AI เข้ามาช่วยธุรกิจไทยใน 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกันดังนี้ คือ

  1. เกี่ยวกับการตอบคำถามซ้ำๆ หรือที่เราเรียกว่า Chat Bot
  2. การตรวจจับภาพ

“Chat Bot ที่เราทำเป็นการ Chat ที่ต้องการความฉลาดของระบบในการคุยที่มันลึกลงไปเป็นไดอะล็อก มีการตัดสินใจได้ ซึ่งเราจะออกแบบให้ User เอาไปต่อยอดกับธุรกิจเขาได้ง่ายขึ้น

อันที่ 2 เอามาตรวจจับภาพ ยกตัวอย่างเช่น ภาพเรื่องพฤติกรรมในร้าน พนักงานขายเป็นอย่างไร เพราะว่าปัญหาคือ เรามีกล้องในร้านก็จริง แต่กล้องวงจรปิดหรืออะไรก็ตาม จะมีไว้เพื่อดูย้อนหลังเป็นส่วนใหญ่ แต่ระบบเราจะช่วยแจ้งเตือนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เราต้องการจะรู้ รับทราบให้ทันเวลา ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้พนักงานไม่อยู่ร้าน มีคนเข้าร้านเท่าไหร่ ช่วงไหนมีคนเข้า-ออกมาก ทำไมมีคนมารอคิวนาน ฯลฯ จากนั้นจะมีการวิเคราะห์ออกมา รวมถึงงานในโรงงาน เรื่องความปลอดภัยก็ด้วยเช่นกัน ซึ่งเราใช้ภาพกล้องวิดีโอมาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี AI

เทคโนโลยีที่เราใช้เรียกว่า Deep Learning เป็น AI แบบหนึ่งที่เอาไว้วิเคราะห์รูปภาพ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก เราต้องสอนมันก่อนว่าถ้ารูปทรงแบบนี้ แต่งกายแบบนี้ คือคนขาย คนที่อยู่ในโซนนี้จะเป็นลูกค้า เราก็จะจับได้ทั้งภาพ จับทั้งพฤติกรรม จับทั้งการแต่งกาย สามารถแยกแยะออกมาได้”

 

อุปสรรคใหญ่ที่ท้าทาย SOMSRi AI ในช่วงเวลากว่า 2 ปี

SOMSRi AI เริ่มในปี 2016 ซึ่งมาจนถึงตอนนี้พวกเขาก็เริ่มเข้าใกล้ปีที่ 2 ของการทำธุรกิจเข้าไปทุกที ซึ่งในระหว่างทางนี้พวกเขาก็ได้เจออุปสรรค และมีหลายส่วนที่เป็นความท้าทาย………..

“อุปสรรคคือเรื่องของตลาด ลูกค้าเราส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรใหญ่ เขาจะคิดก่อนเลยเวลาลงทุนไปแล้ว โปรเจคต์หนึ่งมันได้กลับมาคุ้มหรือไม่ ส่วนใหญ่ลูกค้าที่จะเริ่มทำต้องมีวิสัยทัศน์ก่อนเลย ยังไม่ได้กังวลว่าความคุ้มค่าในเชิงตัวเลขเม็ดเงินเท่าไหร่ เพราะเขาถือว่าเทคโนโลยีนี้มันจะต่อยอดและเป็นประโยชน์ในระยะยาว เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เวลาในการให้ความรู้กับลูกค้าพอสมควรในช่วงแรก ให้เขาเกิดความรู้ จากนั้นจะกลายเป็นความมั่นใจ”

 

SOMSRi AI มองคู่แข่งในมุมที่ต่างไป พร้อมให้โอกาสประเทศไทยได้รู้จัก AI มากขึ้น

จริงๆ เราอยากมีคู่แข่งเยอะๆ อุตสาหกรรมนี้จะได้โต เพราะว่ามันยังมีช่องว่างเยอะมาก ตลาดของ Global ก็พยายามเข้ามา เรื่องการจับหน้า แยกแยะหน้า เป็นตลาดใหญ่มากที่ต่างชาติกำลังเข้ามา เรื่องภาษา เรื่อง Chat Bot เก่งๆ ของบริษัทใหญ่ๆ ก็เริ่มทำ แต่แน่นอนมันมีช่องว่างอีกหลายส่วนที่บริษัทไทยสามารถที่จะพัฒนาและมาแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า ในระดับที่เขาเป็น Global แล้วเขามาลงในพื้นที่เรา ผมยังมั่นใจว่าแต่ละบริษัทมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงและลึกลงไป เพราะฉะนั้นเรายังต้องการบริษัทที่ทำด้าน AI อีกมาก คนที่จะมาทำ ผมไม่ได้มองว่ามาเป็นคู่แข่งกัน แต่อยากให้หลายๆ คนที่สนใจทำ AI เข้ามาช่วยทำให้ตลาดนี้มันโต เพราะเทคโนโลยีนี้ต้องการองค์ความรู้ที่หลากหลายและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วย”

ซึ่งในอนาคตนี้ทาง SOMSRi AI เองก็พยายามทำให้เทคโนโลยีมันเก่งขึ้น และทำงานได้อย่างแม่นยำ ความฉลาดของ AI ขึ้นอยู่กับข้อมูล และประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาของผู้ป้อนข้อมูลเข้าไปด้วย

 

Startup ที่แท้จริง ต้องเริ่มต้นที่ปัญหา แล้วค่อยต่อยอดสู่ธุรกิจ

“Startup ต้องมองจากปัญหาเข้ามาก่อน  คืออาจจะไม่ได้มองว่าเราอยากทำอะไรก่อน ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เราเริ่มธุรกิจ ต้องบอกตรงๆ ว่าในทีมไม่ได้สนใจทำ AI ลักษณะนี้มาก่อน แต่พอเราได้พูดคุยกับลูกค้า จึงรู้ปัญหาและโจทย์จริงๆ เรากลับมาคุยกันแล้วเห็นว่า AI แบบนี้มันขาดแคลนในบ้านเราจริงๆ เทคโนโลยีพวกนี้เราต้องใช้จากต่างประเทศตลอด เพราะฉะนั้นเราเริ่มจากตรงนั้นว่า เราจะแก้ปัญหาอะไรให้องค์กรธุรกิจที่ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งราคาสูงมาก และยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาษาไทย

เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถที่จะพึ่งพาตัวเองได้ โดยที่ต่อยอดเทคโนโลยีของตัวเอง ก็จะมีปัญหาในระยะยาว เราก็เลยมองจากตรงนั้น

นั่นหมายความว่าให้เราเริ่มจากปัญหาที่เราเจอ จริงๆ ปัญหาในตลาดบ้านเรามีเยอะมาก แม้แต่เรื่องของการแก้ปัญหางาน Routine ต่างๆ แม้แต่เรื่องของ Voice การสื่อสารผ่านเสียงตอนนี้ก็เป็นปัญหามาก แล้วเทคโนโลยีของต่างประเทศก็ไม่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ดีที่สุด บริษัทใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะต้อง Focus ว่าตอนนี้บ้านเราขาดอะไร จากที่ตลาดบ้านเราขาดอะไร แล้วสิ่งที่ต่างชาติเข้ามาทำแล้วไม่ดีแบบคนไทยทำคืออะไร ก็ต้อง Focus ตรงนั้น แล้วค่อยขยายออกไป”

แสดงความคิดเห็น