บินลัดฟ้าลุย ‘แฟโร’ มหัศจรรย์มนต์เสน่ห์ราวภาพเขียน ที่จะตรึงใจคุณไปตลอดกาล

หากคุณอยากจะออกไปท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ ให้คลายเหงาลงบ้าง วันนี้เราจึงขอมากางแผนที่ เลือกสถานที่เด็ดมาแห่งหนึ่ง เชื่อว่า หากคุณผู้หญิงได้รู้จักแล้ว ต้องรีบแพ็คกระเป๋า จองเที่ยวบินกันจ้าละหวั่นแน่นอน

ด้วยที่ที่เราจะกล่าวต่อไปนี้ กำลังอยู่ในสภาวะขาดแคลนผู้หญิง และจากผลสำรวจของคนในพื้นที่ สาวไทยอย่างเราๆ ติดอันดับสาวที่หนุ่มๆ ในแถบนั้นต้องการอีกด้วย อย่ารอช้า เรามาทำความรู้จักกับหมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) กันดีกว่า

 

หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างประเทศ สก็อตแลนด์ ประเทศนอร์เวย์ และประเทศไอซ์แลนด์ เป็นหมู่เกาะในจำนวน 18 เกาะในประเทศเดนมาร์ก ที่มีอำนาจในการปกครองตนเองคล้ายกับประเทศกรีนแลนด์ ยกเว้นด้านการทหารและการต่างประเทศ มีเพียงหน่วยลาดตระเวนชายฝั่ง ไม่ได้ถึงกับมีกองทัพทหารป้องกันประเทศขนาดนั้น

 

หมู่เกาะแฟโร มีความหมายแปลเป็นไทยได้ว่า ‘เกาะแห่งแกะ’ มีเมืองหลวงชื่อ ‘ทอร์สเฮาน์ (Tórshavn

)’ และด้วยมีอำนาจในการปกครองตนเองเสมือนประเทศหนึ่ง จึงมีภาษาเป็นของตนเองเช่นกัน คือ ‘ภาษาแฟโร’ แต่ก็ใช้ภาษาเดนมาร์กเป็นภาษาราชการด้วย มีหน่วยเงินเป็นของตนเอง เรียกว่า ‘โครนาแฟโร (Faroese króna)’ และเป็นระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ มีนายกรัฐมนตรี คอยบริหารกิจการบ้านเมือง

 

ด้วยพื้นที่ประมาณ 1,399 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งทะเลยาวรวมกว่า 1,117 กิโลเมตร อีกทั้งยังไม่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศใดๆ ทำให้หมู่เกาะแฟโร คล้ายกับหมู่เกาะอิสระ ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเสรี มีวัฒนธรรมพื้นเมือง ธรรมชาติเขียวขจี ปลอดโปร่งแบบขีดสุด ในบรรดา 18 เกาะนี้ มีเพียงเกาะเดียวในหมู่เกาะแฟโรที่ปราศจากผู้คนอาศัยอยู่ คือ เกาะ Lítla Dímun เท่านั้น

 

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ที่นี่มีธรรมชาติที่เขียวขจีแบบสุดๆ ภูมิประเทศและภูมิอากาศดี ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย หมู่เกาะแฟโรแห่งนี้ จึงเป็นสถานที่ที่ติดอันดับด้านความงามของทัศนียภาพ ที่งดงามชวนตะลึง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้ หุบเขา หน้าผาสูงชัน รับแรงกระทบของคลื่นทะเล และเนินหินต่างๆ รวมถึงความกลมกลืนกันสถาปัตยกรรมบ้านเมืองของผู้คนที่มักปลูกสร้างใกล้ริมฝั่งแม่น้ำ ด้วยมีอาชีพหลักคือ ชาวประมง และผู้คนก็ใช้ลานทุ่งกว้างเพื่อทำปศุสัตว์ สัตว์ที่โด่งดังของที่นี่ จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก แกะ ตามชื่อของหมู่เกาะนั่นเอง

 

เพื่อนๆ อาจสงสัย ทำไมต้องเป็นแกะ นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อก่อน ชาวแฟโรเห็นแกะเสมือนของล้ำค่า ด้วยขนแกะสามารถป้องกันลมเย็นจากทะเลได้เป็นอย่างดี ทั้งความเย็นทั้งแรงลม ยิ่งในฤดูหนาวที่ยะเยือกไปถึงหัวใจจากลมขั้วโลกเหนือที่พัดผ่าน จึงตั้งชื่อเกาะคล้ายแทนคำขอบคุณแด่น้องแกะทั้งหลาย ให้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญของแกะตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

 

ปิดท้ายด้วยมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมบ้านเรือนในหมู่เกาะแฟโร ที่มีสีสันสดใส สดชื่นสายตา ตัดกับทุ่งหญ้าและหุบเขาสีเขียวสีน้ำตาล ยาวมองทัศนียภาพนี้ในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดล้อสายตา ราวกับถูกดึงดูดเข้าไปในภาพวาดของจิตรกรชื่อดัง

 

ทั้งบรรยากาศ บ้านเมือง ทิวทัศน์ต่างๆ ให้สามผ่านก็ยังน้อยไป

 

แสดงความคิดเห็น