การร่วมมือของ Google กับ Walmart สู่การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

การปรับตัวให้ทันตาม Digital Trend ที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตของธุรกิจ

การร่วมมือของธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง “Google” จับมือเป็นพันธมิตรกับ “Walmart” แห่งวงการค้าปลีก เพื่อร่วมมือทำธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ โดยลูกค้าของ Walmart จะสามารถเข้าถึงและเลือกสั่งสินค้าจาก Shelf ของ Walmart ผ่านทาง Online Retailing Service บน Google Express ซึ่งเป็น Marketplace ของ Google ได้ และยังสามารถสั่งซื้อสินค้าด้วยเสียงผ่าน Google Home หรือ Voice-activated Speaker ซึ่งแน่นอนว่าการขยับทางธุรกิจดังกล่าวทำให้ Supply Chain ของร้านค้าปลีกต่างๆ ต้องปรับตาม หรือเรียกว่าเป็น Smart Consumer Supply Chain ซึ่งความยืดหยุ่นดังกล่าวกลายเป็นความท้าทายของธุรกิจที่จะต้องปรับตัวจากการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากสินค้าที่หมดจากชั้นวางของในร้านของตน (Shelf-centric demand)

Google ได้ประกาศที่จะยกเลิกค่าสมาชิกปีละ 95 ดอลล่าร์สหรัฐฯสำหรับการขนส่งแบบ Express โดยจะเปลี่ยนมาให้บริการขนส่งฟรีแทนเมื่อปริมาณออเดอร์ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในขณะที่ Walmart ประกาศว่าจะพัฒนาร้านสาขากว่า 4,700 ร้านและ Fulfillment Network ทั่วสหรัฐฯ ที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการ Shopping สินค้าด้วยเสียง ซึ่งรวมถึงสามารถซื้อของจากร้านสาขาต่างๆ ได้ทั่วประเทศอีกด้วย ความสะดวกสบายเหล่านี้สำหรับลูกค้าจะเกิดขึ้น เมื่อบัญชีลูกค้าของ Walmart ถูกเชื่อมโยงกับบัญชีของ Google ซึ่งจะมีการนำเสนอการขายสินค้าด้วยโปรโมชั่นใหม่ๆ ทั้งแบบ Online และ Offline

การนำสินค้าของ Walmart เข้ามาเป็นส่วนผสมใน Google Express เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง แต่ในส่วนของ Walmart นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ เพราะสินค้ามากมายของยักษ์ใหญ่อย่าง Target และ Costco ได้อยู่ใน Google Express ก่อนหน้านี้แล้ว แต่จากศึกในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 ประเด็น

1. Voice ordering การสั่งงานด้วยเสียงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้มาช่วงระยะหนึ่งแล้ว และกว่า 20% ของการค้นหาใน Google จะมาจาก Voice Queries บนมือถือ ซึ่งสิ่งสำคัญเบื้องหลังก็คือ Machine Learning Natural-Language Question Answering และ Virtual Personal Assistants (VPAs) ซึ่ง VPAs กำลังถูกบริษัทต่างๆศึกษา วิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตอันใกล้จะสามารถจดจำพฤติกรรมของบุคคลได้ และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน

2. การแข่งขันที่รุนแรงด้วยนวัตกรรมใหม่ๆใน E-Commerce ได้มีการค้นพบว่าการแข่งขันยังคงเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพียงแต่การซื้อสินค้าของ Walmart ผ่านทาง Jet.com แต่ยังรวมถึงการควบรวมการขนส่งด้วย ในขณะเดียวกันผู้เล่นรายสำคัญในตลาดไม่ว่าจะเป็น Instacart UberRUSH หรือ Postmates ต่างให้บริการ E-commerce platform ให้กับร้านค้าปลีก และยังไม่รวมกระบวนการ Fulfillment หรือแม้แต่แบรนด์ดังยักษ์ใหญ่อย่าง Nordstrom, Burberry และ Nikeได้ใช้การบริหารจัดการด้วยกลยุทธ์ Omnichannel ของตน ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้าผ่านทาง in-store experience ด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงในตอนนี้ยังไม่มีใครเป็นผู้ครองตลาดได้อย่างแท้จริง

3. ความกดดันเกิดขึ้นในบางส่วนของ Supply Chain เมื่อ E-commerce ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการขายปลีกเท่านั้น แต่ยังต้องการออก Packaging ที่แปลกใหม่ หลากหลายและสร้าง Customer Experience ที่ดีได้ด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้บางบริษัทต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาเน้นการค้าขายแบบ Mass-Market Supply Chain ที่สนใจเรื่องของการเติมเต็มสินค้าบน Shelf เป็นส่วนใหญ่

การร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกได้ว่า ทุกบริษัทสามารถเริ่มปรับตัวและพัฒนาตนเองให้ตอบรับกับความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งจะทำให้ Supply Chain มีความยืดหยุ่นและมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าปลายทางมากขึ้น ในส่วนของ Voice Ordering มีประโยชน์มากในการสั่งซื้อสินค้าจำพวกวัสดุ ของใช้สิ้นเปลือง และยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อวิเคราะห์และวางแผนทางการตลาดได้อีกด้วย

ทางเดียวที่ธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในทุกวันนี้ก็คือ การปรับตัวให้ทันตาม Digital Trend ที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่ได้จากระบบดิจิตอลเหล่านั้น และอย่าลืมที่จะสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินการต่างๆด้วย เพราะนับต่อจากนี้ การต่อสู้ในตลาดจะดำเนินขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด เช่นเดียวกับ Google และ Walmart ที่มีการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจของตัวเองมีการพัฒนาไปจากเดิม

แสดงความคิดเห็น