นวัตกรรม Tech Startup หนึ่งเดียวในไทยอย่าง “Lumio 3D”

Lumio 3D ไอเดียนวัตกรรมฝีมือคนไทย

Lumio 3D (ลูมิโอ ทรีดี) ถือเป็น Teach Startup เลือดไทย ที่ความสำเร็จของผลงาน มาจากไอเดียและความเชี่ยวชาญของคนไทยทั้งสิ้น โดย Lumio 3D ต่อยอดมาจากงานวิจัยด้านคอมพิวเตอร์กราฟิก ของเจ้าของผู้ผลิต ในขณะที่กำลังศึกษาปริญญาเอก มีการนำมาพัฒนาต่อเนื่องจนเกิดเป็น 3D Scanner หรือเครื่องสแกนสามมิติรวดเร็ว ที่มีความละเอียดสูง สามารถสแกนได้ทั้งโลหะ พลาสติก หรือแม้แต่กระจก

แนวคิดพื้นฐานของการทำคอมพิวเตอร์กราฟิก คือ การนำของที่อยู่ในโลกคอมพิวเตอร์ออกมาสู่โลกความจริง ขณะเดียวกันสามารถนำโลกความจริงกลับไปปรากฎอยู่ในคอมพิวเตอร์ได้เช่นกัน จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและสร้างจุดเด่นให้ 3D Scanner ของทางบริษัทที่ผลิต Lumio 3D สามารถใช้เวลาสแกนได้รวดเร็วกว่าเครื่องรุ่นอื่นๆ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตามปกติแล้วเครื่อง 3D Scanner ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการดำเนินการ แต่เครื่อง 3D Scanner รุ่นล่าสุดของ Lumio 3D ชื่อว่า O3 (โอสาม) ใช้เวลาเพียง 5 นาที ทำงานด้วยกล้องถ่ายภาพ 30 ตัว ความละเอียด 18 ล้านพิกเซล แผงไฟ LED 18,000 ดวง และไม่มีปัญหาแสงสะท้อนกับวัตถุผิวมันวาว ด้วยเทคโนโลยี Continuous Basis Illumination ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับสากล ขณะเดียวกัน เครื่องดังกล่าวยังให้ประสิทธิภาพสแกนวัตถุได้แม่นยำสูง มีความใกล้เคียงกับวัตถุต้นแบบประมาณ 95% ทั้งสีและแสง แตกต่างจาก Scanner ทั่วไปในตลาดซึ่งกว่า 80% เป็น Laser Scanner

เนื่องด้วยวิธีการทำงานของ O3 คือใช้อุปกรณ์เสริมโดยเฉพาะการเสริมระบบแสงและกล้อง หรือที่เรียกว่า Active ทำให้สามารถเก็บภาพได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถรู้ถึงตำแหน่งแสงที่จะเข้ามากระทบได้อย่างแม่นยำ และสามารถตัดแสงสะท้อนสว่างจ้าจากวัตถุแวววาวได้ดีกว่าเครื่องประเภทอื่น จากการฉายแสงลักษณะพิเศษ 30 แบบ โดยกล้องความละเอียดสูงจะจับภาพและส่งภาพไปยังเซิร์ฟเวอร์เพื่อคำนวณทิศทางพื้นผิว และตัดแสงสะท้อนของวัตถุแวววาว ขณะที่วัตถุจะถูกหมุนไป 72 องศาและถูกฉายแสงอีกครั้ง รวมแล้ว 5 ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลของวัตถุจากทุกทิศทาง จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จะนำผลการคำนวณทิศทางของพื้นผิวในแต่ละด้านมารวมกันเพื่อให้ได้ภาพ 3 มิติ ที่มีคุณภาพต่อการนำไปใช้งาน

ปัจจุบันทางบริษัทมีลูกค้าหลัก คือ กลุ่มครีเอเตอร์ แบรนด์รองเท้า และผู้ผลิตเครื่องประดับ โดยปัญหาหลักอย่างหนึ่ง คือขาดความเชี่ยวชาญทางด้านการตลาด เนื่องจากทีมงานทั้งหมด คือทีมวิศวกร โดยปัจจุบันบริษัททำการตลาดโดยจำหน่ายเครื่องในราคา 5 ล้านบาท พร้อมให้บริการแบบเช่า เนื่องจากยังมีครีเอเตอร์จำนวนมากที่ต้องการใช้งาน 3D Scanner แบบชั่วคราว บริษัทจึงพัฒนารูปแบบการเช่าใช้โดยคิดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 2,000-10,000 บาทต่อครั้ง

ในอนาคตบริษัทวางแผนจะพัฒนาประสิทธิภาพเพื่อลดเงื่อนไขการใช้งานให้น้อยลง เช่น การเพิ่มสัดส่วนให้เครื่องสแกนสามารถรองรับวัตถุที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีการจำกัดสัดส่วนของวัตถุโดยวัดจากบริเวณที่เล็กที่สุด อยู่ที่ 30 ซม. และยังมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนชิ้นในการสแกน

นับว่าเป็นอีก 1 ในความภาคภูมิใจของคนไทย ทำให้เห็นว่าความสามารถของคนไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก ที่สามารถสร้างนวัตกรรมที่สามารถลดระยะเวลาได้จริง และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ทัดเทียมกับของเมืองนอกเลยก็ว่าได้

แสดงความคิดเห็น