โอกาสของอุตสาหกรรมการเกษตรในประเทศไทย

Deep Tech in Agriculture ของการเกษตรในไทย

ภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นภาคเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นส่วนผลิตที่หล่อเลี้ยงคนในประเทศและส่งออกเพื่อนำรายได้กลับเข้าประเทศ แต่หากมองให้ลึกขึ้น จะเห็นว่าภาคเกษตรของประเทศไทยยังมีปัญหาที่ติดขัดอยู่อีกมาก โดยเฉพาะเรื่องราคาผลผลิตต่ำ ทำให้หลายฝ่ายมองหาเทคโนโลยีที่อาจเป็นตัวช่วยเรื่องการเติบโตของภาคเกษตรในไทย

ปัจจุบัน AgTech หรือ Agriculture Technology ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตรกรรม เริ่มเข้ามามีบทบาทกับทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคมากขึ้น ทุกประเทศต่างพัฒนาและใช้งาน AgTech เพื่อยกระดับเกษตรด้วยวิธีที่เหมาะสมและน่าสนใจ

จากสถานการณ์ AgTech ในประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้ทันต่อการแข่งขันบนเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งการปรับปรุงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็มาจากการพัฒนาเทคโนโลยีบนพื้นฐานของงานวิจัย โดยนวัตกรรมด้านการเกษตรของไทยเวลานี้จะเน้นที่ Smart Farming เน้นปรับปรุงกระบวนการทำเกษตรด้วยการผสานเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น Internet of Things, Artificial Intelligence, Geo-Positioning และ Big Data เหมาะกับประเทศที่มีอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่อย่างไทย อีกทั้งจากข้อมูลเกษตรที่เป็นชาวนาและกลุ่มโรงสีชุมชน รวมกับข้อมูลของหน่วยงานรัฐไปจนถึงประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางการเกษตรโลกอย่างเนเธอร์แลนด์ พบว่าควรผลักดันการเกษตรจากเทคโนโลยี เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฐานความรู้ด้านการเกษตรในระดับที่ดี และมีผลงานวิจัยเป็นจำนวนมาก หากสามารถผลักดันให้งานวิจัยออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ๆ ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งจากคุณภาพสินค้าที่เพิ่มขึ้นและกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนและต้นทุนที่ต่ำลง

การนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะผลผลิตที่มีความสำคัญต่อประเทศและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงรายละเอียดที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษอย่าง ข้าวไทย ตัวอย่างจากทางทีม EasyRice และ Kadyai เป็นทีมที่เข้าร่วมโครงการ U.REKA ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อผลักดันการพัฒนานวัตกรรมจากเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้ในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย

ทีม EasyRice เริ่มจากงานวิจัยด้านการตรวจสอบคุณภาพข้าว และเห็นโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ จึงเป็นที่มาของเครื่องตรวจสอบคุณภาพข้าวด้วยเทคโนโลยี Image Processing ตรวจสอบข้าวเป็นรายเมล็ด และใช้ AI ตัดสินคุณภาพ พร้อมปรับปรุงการตรวจสอบข้าวให้ดีขึ้น นวัตกรรมนี้ทดแทนการตรวจสอบจากการตรวจสอบคุณภาพด้วยคนทำให้ลดโอกาสผิดพลาดและตรวจสอบไม่ทั่วถึง อีกทั้งยังรวดเร็วและลดขั้นตอนการทำงานอีกด้วย

และเนื่องจากปัญหาพบว่าชาวเกษตรไม่มีความรู้เพียงพอและไม่ทราบว่าจะสามารถปลูกอะไรที่สร้างรายได้ในเวลานั้น ทางทีม Kadyai นำงานวิจัยจากนักวิจัยไทยด้าน Internet of Things และ Big Data เพื่อการเกษตรมาพัฒนาเป็น Solution การให้ข้อมูลแก่เกษตรกร เพื่อแนะนำชนิดพืชผลที่ปลูกแล้วได้ทั้งจำนวนผลผลิตและราคาที่สูงที่สุด

ทั้งนี้อนาคตของ AgTech ในไทยคาดการณ์ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะมาตรฐานการตรวจคุณภาพที่ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกับที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เป็นมาตรฐานด้านคุณภาพข้าวของไทยที่ละเอียดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ไม่มีเครื่องมือใดในโลกตอนนี้ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานของไทย

ภาครัฐเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันเรื่องต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้จริง โดยสามารถสนับสนุน 3 ด้านเพื่อผลักดัน AgTech มาแก้ปัญหาให้กับอุตสาหกรรมเกษตรของไทย ดังนี้

  1. ปรับปรุงฐานข้อมูลที่จำเป็นด้านการเกษตร เช่น ข้อมูลสภาพแวดล้อมและอากาศหรือข้อมูลปริมาณและราคาผลผลิตในแต่ละปีที่ยังขาดความแม่นยำและยังไม่ได้แปลงเป็นข้อมูลดิจิทัล
  2. ส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่เกษตรกร ทุกวันนี้มีสัญญาณที่ดีว่าเกษตรกรหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและค้นหาข้อมูลมากขึ้น แต่ในขั้นต่อไปหากต้องการผลักดัน AgTech ก็ควรให้ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ที่สำคัญคือช่วยกันปรับทัศนคติให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเข้าใจประโยชน์จากการใช้ AgTech ว่าจะเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาในแต่ละส่วนอย่างไร
  3. มาตรการที่ไม่เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ แม้ภาครัฐจะให้การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมไทย แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการเปิดให้ผลิตภัณฑ์และ Solution จากนวัตกรรมนั้นๆ สามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นที่ทราบกันดีว่าภาคอุตสากรรมทางการเกษตรของไทยยังมีโอกาสและสามารถพัฒนาไปได้ไกลอีกมาก หากเล็งเห็นถึงปัญหา และหาทางแก้ไขด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วย ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถช่วยให้การเกษตรของไทยไปได้ไกลกว่าเดิมอย่างแน่นอน

แสดงความคิดเห็น