ฝังไมโครชิปขนาดเล็กเข้าผิวหนัง เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้น

คนสวีเดนและเยอรมันหันมาฝังไมโครชิปเข้าผิวหนัง

ปัจจุบัน โลกของเรากำลังหมุนไปเพื่อปรับตัวกันเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรเครดิต เดบิต หรือบัตร Smart Card ซึ่งได้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันที่มีการใช้การรับและโอนเงินผ่านระบบแบบ PromptPay ที่การสมัครแสนง่ายที่ใช้เพียงบัตรประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์ หลังจากนั้นก็สามารถรับ โอน จ่าย ง่าย เพียงผ่านสมาร์ทโฟนของคุณ จนมาถึงปัจจุบันที่เริ่มมีการพัฒนาเป็น QR Code ที่แต่ละร้านจะมีระบบ QR code ของตัวเอง ทำให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินได้ง่าย โดยไม่ต้องพกเงินสด นับเป็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาโลกเราให้ไปไกลกว่าเดิม

“แนวคิดสังคมไร้เงินสด” เป็นแนวคิดที่มองว่าในอนาคตการใช้เงินสดจะน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยระบบอื่นๆ แทน และระบบนั้นๆ จะต้องทำให้ผู้คนสะดวกมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนให้ความสนใจที่จะหันมาพัฒนาแนวความคิดนี้มากยิ่งขึ้น

ประเทศแรกที่เข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดเกือบสมบูรณ์ประเทศแรก คือ ประเทศสวีเดน เป็นธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลทั้งผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต รวมไปถึงแอปพลิเคชันมือถือ ด้วยความสะดวกสะบาย การใช้งานที่ง่ายและปลอดภัย ทำให้คนสวีเดนแทบจะไม่มีใครพกเงินสดกันแล้วในปัจจุบัน โดยในปีที่ผ่านมาปริมาณการใช้ธนบัตรและเหรียญในสวีเดนลดต่ำลง โดยส่วนใหญ่หันมาทำธุรกรรมทางการเงินผ่านทางบัตรและสมาร์ทโฟนมากขึ้น

ตั้งแต่ปี 2015 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศสวีเดนและประเทศเยอรมัน มีผู้คนจำนวนกว่า 3,000 คนที่หันมาฝังไมโครชิปขนาดเล็กเท่าเม็ดข้าวโพดไว้ที่ผิวหนัง ในบริเวณหลังฝ่ามือ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น โดยผู้คนที่ฝังไมโครชิปจะสามารถเข้างาน เข้ายิม ซื้ออาหารจากเครื่องขายอัตโนมัติ หรือขึ้นรถไฟโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋ว กุญแจ หรือคีย์การ์ด และคาดการณ์ว่าในอนาคตจะยิ่งสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผู้คนหันมาให้ความสนใจและเริ่มฝังไมโครชิปตัวนี้กันมากขึ้นเช่นกัน

จุดที่น่าสนใจคือมีการคาดการณ์ว่าไมโครชิปดังกล่าวในอนาคตจะมีการต่อยอดไปจนถึงธุรกรรมทางการเงินในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะสวีเดนที่กำลังจะกลายเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีหลายฝ่ายมองว่า ในอนาคตสวีเดนอาจจะเป็นประเทศแรกๆ ที่นำไมโครชิปดังกล่าวมาพัฒนาให้สามารถจ่ายเงินได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

การที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสดถึงแม้ว่าจะมีช่องโหว่อยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีหน่วยงานที่จัดการด้านความปลอดภัย คอยดูแลและป้องกันเรื่องข้อมูลรั่วไหลอย่างเป็นระบบอยู่เช่นกัน

และในส่วนของประเทศไทยเองยังคงมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางเทคโนโลยีที่ยังไม่เสถียร คนบางกลุ่มยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี แต่เพราะพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปไวมาก การปรับตัวจึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจ ที่แต่ละประเทศจำเป็นต้องปรับตัวเข้าหาแนวความคิดนี้เช่นกัน

แสดงความคิดเห็น