ริชาร์ด แบรนสัน เชื่อกุญแจแห่งความสำเร็จคือทำงาน 3 วันต่อสัปดาห์

ริชาร์ด แบรนสันกับแนวคิดงานสำเร็จได้ด้วยความยืดหยุ่นและความสมดุล

ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีผู้ผลักดันธุรกิจด้วยแนวคิดการทำงานที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความทันสมัยเพียงใด ก็ไม่มีเหตุผลให้มนุษย์ต้องทำงานน้อยลง หรือเท่าเดิมได้

ริชาร์ด แบรนสัน เขียนในหนังสือ The Virgin Way: If It’s Not Fun, It’s Not Worth Doing ซึ่งเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในต่างประเทศของเขาว่า การทำงานอย่างหนัก คือ กุญแจสำคัญของความสำเร็จ อย่างไรก็ตามคุณต้องสนุกไปกับการทำงานด้วย เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นส่วนผสมที่จะทำให้กิจการประสบความสำเร็จในอนาคต

บ่อยครั้งที่แบรนสันมักจะให้ความสำคัญกับการพักผ่อนกับคนที่เขารัก เพื่อเป็นการชาร์จพลังงาน รวมถึงยังเชื่อว่าความยืดหยุ่นในการทำงาน โดยอนุญาตให้พนักงานหาความสมดุลระหว่างการทำงาน และการใช้ชีวิตส่วนตัว ซึ่งความสมดุลเหล่านี้จะกลายเป็นความสุขของชีวิตที่จะเกิดประสิทธิผลกับองค์กรในที่สุด

อีกทั้ง บริษัทของแบรนสันยังเสนอทางเลือกให้กับพนักงานสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้านได้ ซึ่งเขาให้เหตุผลว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่คุณจะดึงศักยภาพระดับสูงของพนักงานออกมา ขอแค่คุณเปิดกว้าง และมีความยืดหยุ่น เพราะมันจะไม่เกิดผลอะไร หากคุณปล่อยให้พวกเขาต้องทำงานตามวิถีเดิม

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

คนทั่วไปมักจะกลัวหุ่นยนต์เข้ามาแย่งงาน แต่แบรนสันกลับมองว่าเทคโนโลยีจะช่วยเข้ามาโอบอุ้มการทำงานให้ดีขึ้น เพราะนวัตกรรมคือการสร้างความเป็นไปได้ ช่วยให้เวลาของการทำงานน้อยลง ซึ่งนั่นหมายความว่าพนักงานจะมีเวลาส่วนตัวมากขึ้นในการทำสิ่งที่เขาต้องการ

“หลายคนชื่นชอบวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว หรือคนที่เรารัก ตลอดจนการทำในสิ่งที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือเข้าฟิตเนส”

ทั้งนี้ มหาเศรษฐีส่วนใหญ่จะรู้วิธีการจัดการความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว โดย Virgin Group ซึ่งเป็นบริษัทที่แบรนสันได้เข้าไปร่วมทุนมีธุรกิจกว่า 60 ธุรกิจ ทั้งรถไฟ เครื่องบิน ยานอวกาศ และเทคโนโลยี โดยธุรกิจของเขาให้บริการลูกค้าถึง 53 ล้านราย มีพนักงาน 69,000 คน ตั้งอยู่ใน 53 ประเทศ และมีรายได้เกือบ 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม แบรนสันไม่ได้โฟกัสที่การเติบโตของ Virgin เพียงอย่างเดียว เขายังเดินหน้าพบปะกับผู้นำทั่วโลก เพื่อหารือในเรื่องการกุศลอีกด้วย
ที่มา: cnbc

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก https://www.smartsme.co.th/

แสดงความคิดเห็น