เฮ! ปลูก “ไม้ยืนต้น” เป็นหลักประกันขอสินเชื่อได้แล้ว

ขอสินเชื่อด้วย “ไม้ยืนต้น”

กระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเร่งปลูก “ไม้ยืนต้น” เป็นหลักประกันขอสินเชื่อสถาบันการเงิน แนะผลดี ปลูกไม้เศรษฐกิจเป็นการออม เพิ่มพื้นที่ป่า และพัฒนาเป็นแหล่งคาร์บอนเครดิต เพื่อซื้อขายในอนาคต

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ไปยังธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่ ซึ่งเป็นชุมชนที่เป็นธนาคารต้นไม้แห่งแรกของประเทศไทย ใน จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ หลังจากที่กฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา โดยชี้แนะให้เกษตรกร ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตัวเอง เพราะในอนาคตจะสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้

“เมื่อก่อนไม้ยืนต้นที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ไม่มีสิทธิ์รับการประเมินในการให้สินเชื่อ จะประเมินเฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินเท่านั้น แต่หลังจากที่กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ ทำให้สถาบันการเงินสามารถเพิ่มประเภททรัพย์สินในการให้สินเชื่อมากขึ้น ส่งผลดีทั้งต่อสถาบันการเงิน เกษตรกร และประชาชนที่ต้องการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อ โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน” นายสนธิรัตน์กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมให้เกษตรกรและคนในชุมชนรวมกลุ่มกันสร้าง “ชุมชนไม้มีค่า” ตามแนวนโยบายประชารัฐและไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมให้มีการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือที่ดินที่มีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชน และยังช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นแหล่งออกซิเจนให้แก่ประเทศ ลดภาวะก๊าซเรือนกระจกที่เป็นปัญหาระดับโลก

โดยรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายให้เกิดชุมชนไม้มีค่า จำนวน 20,000 ชุมชน ภายใน 10 ปี ส่งเสริมและขยายผลให้ประชาชน 2.6 ล้านครัวเรือนปลูกต้นไม้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,000 ล้านต้น ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 26 ล้านไร่ เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1 ล้านล้านบาทต่อปี

ขอขอบคุณบทความจาก www.smartsme.co.th

แสดงความคิดเห็น