กระแส Bitcoin เริ่มลง แต่ ‘E-Yuan’ กำลังจะมา

จีนประกาศเดินหน้านโยบายเงินดิจิทัลสกุลหยวน หรือ E-Yuan วงการเงินการลงทุนทั่วโลกเริ่มร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

กระแส Bitcoin ที่สร้างปรากฏการณ์ทางการเงินครั้งสำคัญที่ทำสถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจในเงินคริปโต(Cryptocurrency) ขึ้นมาซึ่งก่อนหน้านั้นแทบไม่มีใครพูดถึง กระแส Bitcoin มาแรงมากในช่วงปี  2560 มาจนถึงกลางปี 2561 เรียกได้ว่าเป็นปีทองของ Bitcoin อย่างแท้จริง ทำให้บรรดานักลงทุนในทุกระดับชั้น รวมทั้งสถาบันการเงินและองค์กรเอกชนหลายแห่งทั่วโลก เริ่มมีนำเงินคริปโตไปทดลองใช้ในแง่มุมต่างๆ  (Bitcoin คือ เงินคริปโตรูปแบบหนึ่ง) ยิ่งเกิดเป็นกระแสเงินคริปโตรูปแบบต่างผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

ทว่าผ่านมาถึงปลายปี 2561 ผลกลับไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่ ธนาคารหลายแห่งเริ่มชะลอหรือยกเลิกโครงการด้านคริปโตแล้ว พูดง่ายๆ คือ ตลาดเริ่มจะวาย

ข่าวร้ายของกระแสเงินคริปโต อาทิ ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2561 Goldman Sachs วาณิชธนกิจรายใหญ่ของโลก ทั้งเป็นรายแรกๆ ที่หันมาจับด้านการลงทุนในเงินคริปโต ก็พับแผนบริการด้านเทรดเงินคริปโตลงไป และการนำ Bitcoin มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ Non-Deliverable Forward (NDF) แต่ก็มีลูกค้าเพียง 20 รายเท่านั้น รวมถึงกรณี ธนาคารบาร์เคลย์ ของอังกฤษ ที่เคยจะทำตลาดแลกเปลี่ยนเงินคริปโต แต่ก็พับแผนไป และผู้บริหารที่จ้างมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านนี้ก็ลาออกไปแล้ว ทั้งโฆษกของธนาคารบาร์เคลย์ ก็ระบุว่าตอนนี้ไม่มีแผนงานใดๆ เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินคริปโตอีก

แม้ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าถึงกาลอวสานของเงินคลิปโต แต่ท่าทีของนักลงทุนและธนาคารระดับโลก ที่ส่อชัดว่าเงินคลิปโตเริ่มไปไม่รอดในด้านการลงทุนอีกต่อไป แต่อีกด้านหนึ่งของโลกที่เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ จีนกลับเร่งเดินหน้าเงินดิจิทัลสกุลหยวน สร้างความตื่นตะลึงให้วงการเงินโลกอีกครั้ง

โดยสังคมจีนในปัจจุบันเงินสดเริ่มลดบทบาทลงอย่างมาก ด้วยกระแสการใช้จ่ายผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์ ทั้งคนจีนปรับตัวได้เร็วในการทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือ การเข้าถึงแอพลิเคชั่น AliPay และ WeChat Pay ยิ่งทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินสดของคนจีนยิ่งลดลง

ด้วยเหตุนี้  นโยบายการเงินของรัฐบาลจีนว่าธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือ PBoC (People’s Bank of China) มีแผนจะออกเงินดิจิทัลสกุลหยวน หรือ E-Yuan เพื่อเป็นทางเลือกนอกเหนือจากบริการชำระเงินออนไลน์ของเอกชน 2 รายคืออาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง และเท็นเซนต์ โฮลดิ้ง

แบงค์ชาติจีน ระบุว่า สำหรับผู้บริโภคชาวจีน เงินหยวนกับเงิน E-Yuan มีมูลค่าเท่ากัน ต่างแค่รูปแบบอันหนึ่งเป็นเงินที่จับต้องได้ อีกอันเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนั้น การชำระด้วยเงิน E-Yuan ก็สะดวกสบายไม่ต่างจากการใช้ AliPay หรือ WeChat Pay

E-Yuan ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัลส่วนบุคคลขึ้นมา และเจ้าของกระเป๋าดิจิทัลสามารถชำระเงินได้โดยตรงได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ขณะที่ AliPay และ WeChat ลูกค้าจะทำธุรกรรมได้ผ่านเครือข่ายออนไลน์เท่านั้น

โดยสถาบันวิจัยสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลจีนซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2560 ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ อาทิ วิทยาการเข้ารหัส (cryptography) มาช่วย และขณะนี้ได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีเกี่ยวกับเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้วกว่า 40 รายการ

แบงก์ชาติจีน ให้ 4 เหตุผลในการออกเงินดิจิทัลสกุลหยวนว่า 1.เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ธนบัตรที่หมุนเวียนในระบบ 2. เพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัยแก่ประชาชน 3. เป็นการส่งเสริมนโยบายการเงิน และ 4. รักษาอธิปไตยทางการเงินของประเทศ มีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบชำระเงินแบบดั้งเดิม รวมถึงการดำเนินธุรกรรมผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร และตู้เอทีเอ็มมีมูลค่าสูงถึง 414,000 ล้านหยวนต่อปีหรือคิดเป็น 0.5% ของจีดีพีประเทศเลยทีเดียว

ประเด็นสำคัญสำหรับแบงค์ชาติจีนคือการใช้เงินดิจิทัลอาจช่วยลดกิจกรรมที่ไม่ถูกกฎหมาย เช่น การเลี่ยงภาษี การคอรัปชั่น และการฟอกเงินลงได้ เนื่องจากภายใต้หลักการการใช้ E-Yuan รัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้เงินของเจ้าของกระเป๋าเงินดิจิทัลได้หากจำเป็น

แม้นักลงทุนและธนาคารทั่วโลกจะมีความเห็นว่าคริปโตจะเริ่มมีกระแสที่ถดถอย ทว่าจีนกลับมองอีกด้าน แต่เชื่อว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะที่จีนด้วยจำนวนประชากรกว่า 1400 ล้านคน มีมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซ 25 ล้านล้านหยวนในปี 2560 การจะสร้างปรากฏการณ์  E-Yuan ให้ผงาดขึ้นมาก็ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

แสดงความคิดเห็น