FTA ไทย-เปรู ขยายตัวสูงสุดในปี 2561

การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ไทย-เปรู มีอัตราการขยายตัวสูงที่สุด ร้อยละ 44.64

การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และ ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์รวมอยู่ที่ 68,779.76 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.71% โดยมีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์อยู่ที่ 75.09% ของสินค้าที่ได้รับสิทธิทั้งหมด แบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA มูลค่า 64,344.63 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.29% คิดเป็นสัดส่วน 75.89% ของมูลค่าส่งออกที่ได้สิทธิภายใต้ FTA และมูลค่าการส่งออกภายใต้ GSP มูลค่า 4,435.13 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.18% คิดเป็นสัดส่วน 65.05% ของมูลค่าที่ได้รับสิทธิ GSP

โดยการค้ากับเปรู ไทยจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู และมีผลใช้บังคับเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งไทยและเปรูได้มีการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรเป็น 0 ไปแล้ว (Early Harvest) ร้อยละ 70 ของรายการสินค้าทั้งหมด โดยเปรูได้เปิดตลาดให้กับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ยานยนต์บางรายการ อุปกรณ์ไฟฟ้า เม็ดพลาสติกและเครื่องจักรกล

ทั้งนี้ การค้ากับชิลีมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ชิลี มีผลใช้บังคับเมื่อปลายปี 2558 ซึ่งชิลีและไทยได้ลดภาษีศุลกากรระหว่างกันเหลือร้อยละ 0 ไปแล้ว ร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 จะทยอยลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ในปี 2563 และปี 2566

ขณะที่การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP ปัจจุบันมี 5 ประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์กับไทย คือ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช นอร์เวย์ และญี่ปุ่น โดยในช่วง 11 เดือน การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP สหรัฐฯ ยังคงมีสัดส่วนการใช้สิทธิมากที่สุด คือประมาณ 89% ของมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ทั้งหมด มีมูลค่า 3,967.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.24% มีอัตราการใช้สิทธิ 68.72% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 5,773.40 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

อ้างอิงข้อมูล : กรมการค้าต่างประเทศ

แสดงความคิดเห็น