‘อีคอมเมิร์ซ’ เติมเต็มช่องทางการตลาด SMEs ไม่ควรมองข้าม

อีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางการทำตลาดที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตแบบเดิมๆ ไม่สามารถจะเป็นคู่แข่งได้อีกต่อไป ดังนั้นผู้ประกอบการ SMEs ก็ควรมีการสร้างช่องทางตลาดในอีคอมเมิร์ซ ซึ่งปัจจุบันการเปิดร้านค้าฟรี หรือที่ใช้เงินไม่มาก

การทำธุรกิจในปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ลูกค้ามีทางเลือกสินค้าและบริการที่หลากหลายในแง่คุณภาพ ราคา แม้กระทั่งรูปแบบ ดีไซน์ แถมพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวพลิกกลยุทธ์การตลาด 360 องศา เพื่อดึงดูดใจลูกค้าซื้อสินค้าและบริการ

นอกจากการขายหน้าร้านแบบดั้งเดิม บริการทางออนไลน์โดยผ่านทางเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางใหม่ที่สามารถนำเสนอสินค้าและบริการเพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าเพิ่ม และครอบคลุมในวงกว้างมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะเข้ามาเสริมเติมเต็ม ทำให้รายได้จากยอดขายเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด SMEs จึงไม่ควรละเลยหรือมองข้าม

แต่หากยังไม่มีความพร้อม หรือต้องการทดสอบ ทดลองนำมาปรับใช้ในเชิงธุรกิจ เสริมความเชื่อมั่นว่าเดินมาถูกทาง ก่อนตัดสินใจลงทุนลงแรงเพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้โดยผ่านทางออนไลน์อีกทางหนึ่ง ขอนำเสนอการใช้บริการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ทางเลือกใหม่ที่อาจทำควบคู่กับการขายในลักษณะออฟไลน์ผ่านทางหน้าร้าน

เพื่อให้ง่ายในการใช้บริการ ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนสำหรับ SMEs ซึ่งอาจมีเงินทุนจำกัด การนำเสนอสินค้าและบริการผ่านทางเว็บไซต์ Marketplace หรือคลังสินค้าบนโลกออนไลน์ที่หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจจัดทำขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่คุ้มค่า

ติวเข้ม SMEs สู่อีคอมเมิร์ซ

ขณะเดียวกันจากที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน SMEs โดยได้จัดทำโครงการพัฒนายกระดับคุณภาพด้วยการเพิ่มช่องทางขายสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์ ถือโอกาสดีที่ SMEs ทั้งในกรุงเทพมหานคร ต่างจังหวัด จะได้ก้าวสู่โลกธุรกิจที่เปิดกว้าง สามารถสร้างรายได้จากการขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศ-ต่างประเทศ

เบื้องต้นรัฐบาลกำหนดเป้าหมายในการยกระดับ SMEs โดยใช้วิธีติวเข้มการทำธุรกิจผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต หรืออีคอมเมิร์ซทั้งปีตลอดปีนี้รวม 600,000 ราย จากจำนวน SMEs ทั้งระบบประมาณ 3 ล้านราย ด้วยการเติมเต็มความรู้ แนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับการขายสินค้าและบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ทั้งเรื่องการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การดีไซน์ผลผลิตภัณฑ์ แพกเกจจิ้ง ระบบโลจิสติกส์ โดยจะพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมารองรับโดยเฉพาะ

 

พาณิชย์เปิดให้บริการแอพพลิเคชั่น Thaitrade

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเว็บไซต์ Thaitrade.com ให้บริการซื้อขายระหว่างประเทศ และภายในประเทศ และ Thaitrade Shop รวมทั้งแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ภายใต้แพลตฟอร์ม Thaitrade

 

DGTFarm.com แหล่งรวมสินค้าเกษตรคุณภาพ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้เปิดให้บริการเว็บไซต์ตลาดสินค้าทางการเกษตรออนไลน์ ภายใต้ชื่อ www.DGTFarm.com สำหรับใช้เป็นช่องในการทางการซื้อขายสินค้าเกษตรโดยเน้นเรื่องปลอดภัย คุณภาพและมาตรการของสินค้า

มกอช.ระบุว่า DGTFarm.com เปรียบเสมือนกับบูติกมาร์เก็ต เป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจากเกษตรกรโดยตรงมาบริการในโลกออนไลน์ เป้าหมายเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ เป็นตลาดและแหล่งรวบรวมสินค้าคุณภาพที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าจากฟาร์มโดยตรง

สำหรับสินค้าเกษตรที่ มกอช.เปิดให้บริการซื้อขายด้วยการจับคู่ ในลักษณะ matching online ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เป็นตลาดที่รวบรวมสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 3 รูปแบบมาไว้ในแหล่งเดียวกัน ประกอบด้วย

1.ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์และตลาดสีเขียว ไม่มีสารพิษ ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมี

2.ตลาดเกษตรแปลงใหญ่ และสินค้าภายใต้มาตรฐาน GAP เป็นตลาดสินค้าเกษตรที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกร ตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP (good agriculture practices)

3.ตลาดสินค้า QR trace เป็นสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน รับประกันคุณภาพ ตรวจสอบน้อยหลังถึงสอบแหล่งผลิตและที่มาของสินค้าได้จาก QR code

ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์2.8ล้านล้าน

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ระบุว่า จากที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการตามแนวทางตลาดนำการผลิตในภาคการเกษตร ด้วยการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแนวใหม่ สนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชน ระบบสหกรณ์ และผู้ค้า ผลการศึกษาวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการศึกษาและวิจัยด้านเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อนำไปสู่การวางแผนและกำหนดทิศทางในการพัฒนาการเกษตรของไทยโดยโฟกัสไปที่การยกระดับสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดออนไลน์ ทั้งการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ(B2B) ผู้ประกอบการกับผู้บริโภค(B2C) และผู้บริโภคกับผู้บริโภค(C2C) พบว่าปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าการซื้อขายสินค้าเกษตรในระบบอีคอมเมิร์ซสูงถึง 2.81 ล้านล้านบาท

แหล่งซื้อขายสำคัญ อาทิ อตก.com, Agrimart.in.th, DGTFarm.com, Kaidee.com และ Thaitrade.com ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิต ด้วยการสนับสนุนผลักดันการซื้อขายสินค้าเกษตรในระบบอีคอมเมิร์ซ พร้อม ๆ กับยกระดับการผลิตและการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรในระดับที่เข้มข้นมากขึ้น

ผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการยกระดับตนเอง และตัวองค์กรให้ก้าวไปอีกขั้นคงต้องหันมาให้น้ำหนักกับตลาดออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ จะมองข้ามไม่ได้

แสดงความคิดเห็น