เปิดแนวคิดการตลาด JM Cuisine กับโอกาสจากอาเซียน

คุณธีรศานต์ สหัสสพาศน์ (ไอซ์) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และกรรมการผู้จัดการ บริษัท JM Cuisine จำกัด เจ้าของรางวัลนวัตกรรมด้านอาหารล่าสุด พร้อมทั้งยังเป็นเจ้าของ “JM CUISINE อาหารความคิดสร้างสรรค์ตำรับเพชรบุรี” รวมถึงน้ำผลไม้สดตราคุณศิริรัตน์ที่วางขายในห้างดังของกรุงเทพมหานคร

มุมมองในการทำธุรกิจ

ในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ คือ ตั้งโจทย์เสมอว่า ลูกค้ามีปัญหาอะไร การแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้นั่นคือการทำธุรกิจ มีสินค้าอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ แต่สินค้าที่มีนั้นช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างไรต่างหากที่สำคัญ คุณไอซ์เล่าต่อว่าพื้นฐานที่บ้านทำโรงงานผลิตไอศกรีม จนกระทั่งตอนหลังหันมาดัดแปลงทำโรงงานน้ำผลไม้สดตราคุณศิริรัตน์ ซึ่งคุณไอซ์เล่าแบบติดตลกว่า ไอเดียชื่อน้ำผลไม้มาจากวัยเด็กโดนเพื่อนล้อชื่อแม่อยู่บ่อยครั้ง

ในช่วงแรกมองกลุ่มโดยการตลาดเจาะเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งจะได้รับคำถามจากลูกค้าเสมอว่า แตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร การทำสินค้าสิ่งที่จำเข้าไปในพื้นที่การตลาดได้คือต้องสร้างความแตกต่าง รวมถึงคำถามสำคัญอย่างราคาหากลูกค้ากล่าวว่าสินค้าของเราสามารถลดได้หรือไม่ก็เป็นผลสะท้อนที่ว่ายังไม่สามารถสร้างการรับรู้ของลูกค้าให้เชื่อมั่นในสินค้าได้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นโจทย์สำคัญของผู้ผลิตว่าสามารถจะแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างไรบ้าง

“หลังจากนั้นผมได้กลับบ้านมาออกแบบฉลากใหม่ จากรูปผลไม้ชื่อคุณแม่ใหญ่ๆ  เป็นอักษรภาษาอังกฤษพื้นสีดำ ตัวอักษรขาว แม้ว่าจะโดนคุณพ่อวิจารณ์ว่ามันไม่เหมาะ แต่สิ่งนี้มันสร้างความแตกต่าง ให้ดูทันสมัยมากขึ้น ไฮแบรนด์มากขึ้น จากน้ำผลไม้ในท้องตลาดทั่วไป แล้วเจาะตลาดโรงเรียนที่มีกำลังซื้อมากขึ้นอย่าง กรุงเทพคริสเตียน อัสสัมชัญฯ ฯลฯ เด็กเห็นแค่เพียงตัวบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ไม่นานก็หมดทันที”

คุณไอซ์เล่าต่อว่า ในช่วงที่ได้กลับบ้านที่เพชรบุรี ได้มีโอกาสเห็นการจัดงานศพตามวัดทุกวัน 1 งานจัด 7 วัน และที่สำคัญจังหวัดเพชรบุรีมีจำนวนวัดเยอะ ส่งผลให้เกิดไอเดียหากสามารถเจาะกลุ่มตลาดเจ้าภาพงานศพที่ต้องการเลี้ยงแจกในวัดได้จะทำให้มียอดจองสินค้าล่วงหน้าถึง 7 วัน คุณไอซ์หาเครือข่ายจากการทำความรู้จักกับสัปเหร่อและพระสงฆ์ ใช้เวลา 1 ปีกว่า สามารถเจาะตลาดได้ทั้งหมด ซึ่งกลยุทธ์ด้านการตลาดอีกอย่างหนึ่งคือ น้ำผลไม้ตราคุณศิริรัตน์ หากซื้อในเพชรบุรีอยู่ที่ราคา 35 บาท แต่หากซื้อในห้างสรรพสินค้าอย่าง พารากอน เอ็มควอเทียร์ และเซ็นทรัลเวิล์ด ราคาอยู่ที่ 100 บาท ส่งผลในเชิงคุณค่าทางเศรษฐกิจ กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเพชรบุรีจะต้องขับรถเข้าเมืองมาเพื่อซื้อน้ำผลไม้จำนวนลังโฟมกลับบ้าน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญกับการเริ่มต้นธุรกิจอาหาร

คุณแม่ได้เริ่มต้นทำร้านก๋วยเตี๋ยวขึ้นมา ซึ่งในมุมมองส่วนตัวมองว่ากำไรน้อยมากแม้จะเปิด 30 วัน จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ ให้แตกต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป เริ่มจากขายในวันที่ร้านส่วนใหญ่หยุดอย่างวันวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ ซึ่งเฉลี่ยทำงานแค่เพียง 8 วันต่อเดือน แต่ต้องทำกำไรให้ได้เท่ากับเปิดร้าน 1 เดือน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวเนื่องจากสถานภาพทางรายได้มากกว่าคนท้องที่และเตรียมเงินมาเพื่อการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับความสามารถว่ามีมากน้อยเพียงใดที่จะดึงเงินในกระเป๋านักท่องเที่ยวมาเข้ากระเป๋าเรา

ใช้กลยุทธ์ บุกโซเชียลมีเดีย รุก ผู้บริโภคแบบครบวงจร

เริ่มแรกที่เปิดร้านไม่เป็นไปตามเป้าเท่าที่ควร จึงเริ่มทำกลยุทธ์ในด้านการโฆษณา ซึ่งก็มีหลายรายการทั้งหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ที่มาเสนอให้ออกรายการค่าใช้จ่ายอยู่ที่รายการละ 50,000 บาท ที่สำคัญรายการเหล่านั้นคนดูน้อยมาก เนื่องจากช่วงเวลาออนแอร์ที่ไม่มีคนดู ได้ชื่อแค่ว่าออกโทรทัศน์ ซึ่งไม่ตอบสนองตามเป้าหมายอย่างแท้จริง

สิ่งที่คุณไอซ์ใช้เป็นกลยุทธ์ในการตลาดคือการใช้โซเชียลมีเดียแบบทุกช่องทางเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมาย โซเชียลมีเดียที่ใช้คือ Facebook Twitter Instagram LINE รวมถึงการเปลี่ยนชื่อร้าน จาก เม้ง เป็น เจ๊กเม้ง เพื่อให้ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลใน google ได้ง่ายและ เจออยู่ในหน้าค้นหาแรก ด้วยพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคที่มักค้นหาด้วย คีย์เวิร์ดตามด้วยชื่อสถานที่เสมอ ทำให้เลือกใช้เป็นคอนเซ็ปว่า” ก๋วยเตี๋ยวเนื้อต้นตำหรับเพชรบุรี” เมื่อผู้บริโภคค้นหาร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเพชรบุรี ก็จะเจอร้านเราอยู่ในหน้าแรกของการค้นหา ตามมาด้วยสโลแกน “หน้าไม่งอ รอไม่นาน” การเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เนื่องจากเข้าสื่อใหม่ง่ายและเกิดเป็นกระแสไวรัลได้ง่ายส่งผลให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ดึงวัยผู้ใหญ่เข้าร้านอีกด้วย

เมื่อใช้สื่อออนไลน์มาสักพัก ลูกค้ามักพิมพ์ชื่อร้านผิด จึงเริ่มการรีแบรนด์และเปลี่ยนจาก เจ๊กเม้ง มาเป็น JM Cuisine อาหารความคิดสร้างสรรค์ จังหวัดเพชรบุรี และเพิ่มเมนูมากขึ้น จนในปัจจุบันจากเดิมมีเพียง 25 ที่นั่ง มาเป็น 2 สาขา รองรับได้มากกว่า 1,200 ที่นั่งและกรุ๊ปทัวร์ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนรูปลักษณ์อาหารจากการที่ใช้สื่อออนไลน์ในการทำการตลาด ทำให้ปรับการจัดจานอาหารทุกเมนูให้สวยงามและถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียได้ เพราะผู้บริโภคจะเป็นคนที่บอกต่อเอง
นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ แค่แก้ปัญหากับสิ่งเดิม

ปัจจุบันได้พัฒนาเมนูใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย รวมถึงการเพิ่มเมนูที่ร้านอาหารทั่วไปไม่ขายช่วงกลางวัน โดยเริ่มจากปัญหาข้อสงสัยในตัวเอง อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งน้ำข้นที่ใช้ต้มยำกุ้งน้ำข้นจริงๆ หรืออยากรับประทานก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ผัดไท ในตอนเช้า แต่ไม่มีร้านขาย ซึ่งร้านอาหารมักขายเฉพาะช่วงเย็น จากนั้นได้มีโอกาสได้เข้ารับการอบรมที่ TCDC เรื่องการพัฒนาอาหารสร้างสรรค์ให้นำสินค้า A และ B มาทำเป็นสิ่งใหม่ จึงได้แรงบันดาลใจทำ “ข้าวไข่ข้นแฮม ซอสต้มยำกุ้ง”

“เมนูข้าวไข่ข้นแฮม ซอสต้มยำกุ้ง ได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมอาหารอันดับ 1 ของเมืองไทย ในช่วงแรกไม่มีรูปในร้านเลย ผมใช้วิธีโพสต์ลงในทวิตเตอร์ กลายเป็นว่าคนตามาทานที่ร้านแล้วมาถ่ายรูป ซึ่งเดือนต่อมา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจนำไปเขียนเป็นธุรกิจตัวอย่าง จนกลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของทาง JM Cuisine”

มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศญี่ปุ่น คือ ร้านอาหารประเทศญี่ปุ่นสามารถสร้างมูลค่าอาหารเพิ่มขึ้นได้จากเมนูธรรมดาที่ไม่น่าสนใจ เพียงแค่ใส่เรื่องราวลงไปในอาหารก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้นับเท่าตัว จึงเกิดเป็นไอเดียอยากสร้างอาหารประจำจังหวัดนอกจากของหวาน ทำให้ได้เมนูบะหมี่จากสูตรของคุณยาย และเริ่มสร้างเรื่องราว ต่อเนื่องด้วยการนำจุดเด่นของจังหวัดเพชรบุรีอย่างปู ที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย รวมถึงน้ำตาลโตนด

นำอาหารที่ทำทั้งหมดมาจัดวางเป็นชั้นเริ่มจาก ผักเขียว ตามด้วยบะหมี่สูตรคุณยาย ไข่เขียวกรอบ ปูคุณภาพอันดับ 1 ของไทยเมืองเพชร และราดซอสตาลโตนดของดีเมืองเพชรบุรี กลายเป็นเมนูที่คุณต่อให้ถ่ายรูปแย่แค่ไหนก็ออกมาสวย ตอบสนองการใช้ชีวิตคนยุคนี้อย่างมากกับการโพสต์อาหารลงโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญเมนูนี้ก็ได้รับรางวัลเมนูสร้างสรรค์อาหารอันดับ 1 ของไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ประกาศให้เมนูบะหมี่นี้เป็นอาหารประจำจังหวัดเพชรบุรีอีกด้วย

มุมมองโอกาส JM Cuisine ในอาเซียน

สำหรับโอกาสการค้าจากการเป็นประชาคมอาเซียน JM Cuisine จะดำเนินในรูปแบบประสานงานกับผู้ที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย จากโซนอาเซียน เข้ามาเป็นลูกค้ามากขึ้น ในช่วงนี้ตลาด AEC เติบโตขึ้นมาอย่างชัดเจน เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็น Weekend  Destination แห่งอาเซียน โดยมีนักท่องเที่ยวจากเอเชีย มาช่วยชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวยุโรปที่ชะลอตัว มีการคาดว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมากที่สุดคือ มาเลเซีย และลาว

จากการผลักดันให้เมืองไทยเป็น Weekend  Destination แห่งอาเซียน เป็นการประจวบเหมาะกับสายการบินโลว์โคสที่มีการขยายตัวขึ้น และการขยายตัวจากเมืองมาหนุนเสริม ดังนั้นจะเกิดการเดินทางมามากขึ้น จากการคาดการณ์ ยังไม่เห็นกลุ่มธุรกิจไทยกลุ่มไหนที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวในอาเซียนเข้ามาเมืองไทยอย่างจริงจัง เช่น กลุ่มจาก CLMV ที่มีกำลังซื้อสูง  ตรงจุดนี้ทำให้เริ่มมีการปรับตัวเพื่อให้ประชาคมอาเซียนเดินทางมาที่ประเทศมากขึ้น

พร้อม รบ ปรับเมนูภาษารับชาติอาเซียน

“มีการปรับเมนูทุกอย่างใน JM Cuisine ให้เป็น AEC แล้ว รวมถึงภาษาในเมนูมีภาษาประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด พร้อมรองรับแล้ว โดยเฉพาะประเทศใน CLMV นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลุกค้าที่สำคัญจาก มาเลเซีย ซึ่งจะมีการเติบโตเป็นอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเมืองไทยรองจากประเทศจีน โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียจะเดินมามาในลักษณะขับรถคาราวาน จากทางใต้ เป็นกรุ๊ปทัวร์แบบขับรถมาเอง”

ทั้งนี้ คุณธีรศานต์ ยังเสริมอีกว่า รัฐบาลยังช่วยสนับสนุนและโปรโมท โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พยายามมุ่งเน้นไปที่การผลิตเนื้อหา ซึ่งทาง JM Cuisine จะนำเนื้อหาส่วนนั้นมาเล่าเรื่อง เป็นการสร้างมูลค่านักท่องเที่ยว จากเมื่อก่อนที่นักท่องเที่ยวใช้เงินเฉลี่ย 3,000 บาท – 4,000 บาท จะเริ่มการทำเนื้อหาเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวใช้เงินในประเทศไทยมากขึ้น

“การเปิดการค้าเสรี จะช่วยให้มีการหมุนเวียนใช้เงินมากขึ้น ซึ่งเป็นผลประโยชน์หลักๆ จากการเปิดอาเซียน ที่ JM Cuisine จะได้รับอย่างมาก”

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล: AECconnect@bbl.co.th สายด่วน 1333

BBL_SME-Gi-Inter_กุมภาพันธ์_9 sme

824 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น