เข้าใจเทรนด์ Gender-Neutral ก่อนที่จะพลาดเรื่องสำคัญ

กระแส Gender-Neutrality หลายปีที่ผ่านมามันถูกหยิบยกมาเป็นกระแส ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ต่างขานรับและผลิตสินค้าหรือบริการสำหรับแนวคิดไร้เพศมากขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ Emojipedia เปิดตัว emoji ชุดใหม่ ซึ่งทั้งเซ็ตผ่านการรับรองจาก Unicode Consotium เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ค่ายผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft, Google, Apple รวมถึง Samsung ก็คงจะเร่งนำต้นแบบจาก Emojipedia กลับไปดีไซน์ให้เป็นสไตล์ของตัวเอง  อิโมจิชุดใหม่ 59 รูปแบบเรียกเสียงตอบรับจากทั่วโลก ด้วยการชูจุดขายเรื่องความหลากหลายเพื่อให้ user ได้เลือกใช้ตัว emoji ที่สะท้อนความเป็นตัวเองได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพิการ สีผิว วัฒนธรรม ไฮไลต์ยังอยู่ตรงความหลากหลายทางเพศ ที่มีทั้งภาพผู้ชายจับมือกัน ผู้หญิงจับมือกัน แทนที่จะมีแค่คู่หญิงชายตามที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ซึ่งก็เป็นไปตามแนวคิดเรื่อง ความเป็นกลางทางเพศ ( Gender-Neutrality )   

Gender-Neutrality คืออะไร?

ความเป็นกลางทางเพศ หรือเรียกว่า ‘ไร้เพศ’ ก็น่าจะได้ เป็นกระแสมาระยะหนึ่งแล้ว เชื่อมโยงกับประเด็นความหลากหลายทางเพศที่เรารู้จักกันด้วยคำว่า LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) และพัฒนามาเป็น LGBT+ เนื่องจากมีเพศใหม่ๆ ถูกพูดถึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Queer, Intersex, Pansexual, Asexual ฯลฯ รวมไปถึงคำอธิบายใหม่ๆ ว่านอกจากความหลากหลายแล้ว เรื่องเพศยังมีลักษณะของความลื่นไหลคือเปลี่ยนแปลงได้ และมีความคลุมเครือคือไม่จำกัดความว่าตนเองเป็นเพศใดกันแน่ อันได้แก่กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Non-binary

เมื่อเพศร่วมสมัยกลายเป็นสิ่งที่มากกว่าแค่ความเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย จึงมีการเสนอแนวคิดเรื่อง Gender-Neutrality ที่ไม่ต้องจัดแบ่งคนด้วยเพศใดเพศหนึ่ง แต่เปิดกว้างให้แต่ละคนสามารถอธิบายตนเองได้ ทั้งในเรื่องของการนิยามตัวเองว่าเป็นเพศไหน (หรือจะไม่นิยามก็ได้) การแสดงออกที่ไม่จำเป็นต้องเลือกแค่หญิงหรือชาย รวมทั้งรสนิยมทางเพศที่ขึ้นกับความพึงพอใจของแต่ละคน ในแต่ละจังหวะเวลาของชีวิต

ขบวนงานคาร์นิวัลสำหรับกลุ่ม Gender-Neutral

หลายปีที่ผ่านมา ในหลายประเทศมีการเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการแก้ไขกฎหมายและแบบแผนการปฏิบัติในชีวิตประจำวันเพื่อรองรับความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น ลุกลามไปถึงภาคธุรกิจเอกชนที่กระโดดเข้าร่วมวง เห็นได้ชัดในช่วงที่มีการเรียกร้องกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันในสหรัฐอเมริกา บริษัทยักษ์ใหญ่เกือบ 300 แห่งต่างออกมาประกาศจุดยืนสนับสนุนประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, E-bay, Apple, Walt Disney, Nike

แม้แต่ Goldman Sachs ถึงกับชักธงสีรุ้งคู่ธงชาติอเมริกันหน้าสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก เหตุผลของการออกตัวแรงมาจากทั้งการที่ผู้บริหารและพนักงานเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ขณะที่ผู้ประกอบการอีกจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาคิดค้นผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์กระแสการตลาดที่มาแรงแซงโค้งกันอย่างกระตือรือร้น

รวมไปถึงกระแสตีกลับ ที่เป็นตัวอย่าง “ความพัง” ของผู้ประกอบการที่พลอยฟ้าพลอยฝนจากผลของการที่รัฐบาลรัสเซียอนุมัติกฎหมายที่ถูกโจมตีว่าเป็นการละเมิดสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน ที่ทำเอา “วอดก้า” เครื่องดื่มแบรนด์รัสเซียถูกนักเที่ยว ผับบาร์ และร้านอาหารในสหรัฐฯ บอยคอตไม่ยอมซื้อหากันเลยทีเดียว

 

“ไร้เพศ” ตลาดเปิด

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ชูธงนำขบวนอย่างโดดเด่น เห็นจะเป็นวงการแฟชั่นที่มี Gender Neutral Style จากที่เคยออกแบบเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า สำหรับผู้ชายและผู้หญิง หลายแบรนด์ลบเส้นที่ขีดแบ่งความเป็นเพศออกไป ทำให้เกิดเสื้อผ้าแนวใหม่ที่นำความเป็นหญิงและชายมารวมกัน เป็นสไตล์เสื้อผ้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองเพศ ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ต่างกันแค่ขนาดและการตัดเย็บที่เหมาะกับสรีระที่แตกต่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังอย่าง ZARA ที่ออก Ungendered collection หรือ H&M ที่มี H&M’s unisex collection รวมไปถึงทรงผมและสกินแคร์ที่มีการออกแบบคิดค้นและโปรโมตประเด็น “ไร้เพศ” กันเพิ่มขึ้น

แวดวงการเลี้ยงดูเด็กก็เกิดแนวทาง Gender-neutral parenting (GNP) และ Gender-free ศิลปินดาราดังหลายคนออกมาประกาศตัวว่าครอบครัวเลี้ยงลูกแบบไม่จำกัดกรอบทางเพศ เพื่อให้เด็กได้ค้นหาเพศของตัวเองอย่างแท้จริง แทนที่จะต้องปลูกฝังให้ลูกชายต้องเข้มแข็งมาดแมน หรือลูกสาวต้องอ่อนหวานรักงานบ้านการเรือนแบบโบราณ

ด้วยความเชื่อของพ่อแม่ยุคใหม่เช่นนี้ ผู้ประกอบการจึงออกมาตอบรับด้วยข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็กที่กวาดทิ้งแนวคิดเรื่อง “เด็กผู้ชาย สีฟ้า” “เด็กผู้หญิง สีชมพู” ไปจนหมดสิ้น รวมไปถึงผู้ผลิตของเล่นและนิทานสำหรับเด็กสไตล์เจ้าชายขี่ม้าขาว เจ้าหญิงแสนอ่อนแอน่าทะนุถนอม ที่ต้องทบทวนและโละทิ้งความเคยชินเดิมๆ เพื่อตอบโจทย์การตลาดยุคใหม่

ในบ้านเรา พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2558 ส่งผลให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ผ่านการพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

แฟชั่นที่เปิดรับการแต่งตัวของกลุ่ม Gender-Neutral มากขึ้น

Gender-Neutrality จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องติดตามเพื่อป้องกันการ “ก้าวพลาด” ซึ่งจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ขณะเดียวกันการเกาะติดกระแสก็อาจช่วยให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจด้วยเช่นกัน

ครม.เห็นชอบ เพิ่มโทษโฆษณาเกินจริง คนรีวิวก็โดนด้วย

ความเสี่ยงในธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่คุณจะพลาดไม่ได้

แสดงความคิดเห็น