“เวทเทรนนิ่ง” ไม่ใช่แค่กล้ามเป๊ะ แต่ “จำเป็น”

เราทราบดีว่าการออกกำลังกาย คือ ยาอายุวัฒนะชั้นดี ปัจจุบันคนยุคนี้หันมาให้ความสำคัญต่อการดูและรูปร่างและสุขภาพผ่านการออกกำลังกายกันมากขึ้น

เวทเทรนนิ่ง (Weight Training) ไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่อยากให้ร่างกายมีทรงทรวงสวยงามดูดี แต่ยังจำเป็นสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น

การที่คนเราจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เจ็บป่วยง่าย อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และยังมีพลังงานสำรองไว้ใช้เพื่อความสนุกสนานบันเทิง ร่างกายของเราต้องมีสุขภาพหรือสมรรถภาพทางกายที่ดี ที่สำคัญประกอบด้วยสมรรถภาพของหัวใจและปอดซึ่งสามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานเป็นปกติ ส่วนกล้ามเนื้อต้องมีความแข็งแรง อดทน และยืดหยุ่น

อาหาร-ออกกำลังกาย เทรนด์หลักคนรุ่นใหม่ ดันตลาดสุขภาพไทยเติบโตต่อเนื่อง

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลค์ Facebook bangkokbanksme 

 

การเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอดทำได้โดยการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ (Cardio Exercise) เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก เป็นต้น ขณะที่การเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงต้องอาศัย การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ เช่น เวทเทรนนิ่ง (Weight Training)

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น มวลกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลง ตอนอายุแตะเลข 30 ปี เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของคนเราจะค่อยๆ ลดลง พออายุ 70 ปี ร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อร้อยละ 25 พออายุ 90 ปีจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออีกร้อยละ 25

กล้ามเนื้อที่สูญเสียไปจะถูกแทนที่ด้วยไขมัน ผลที่ตามมา นอกจากรูปร่างจะเสียรูปทรงแล้ว กิจกรรมในชีวิตประจำวันก็จะทำได้ยากลำบากขึ้น การเคลื่อนไหวและทรงตัวแย่ลง ทำให้เสียหลักพลัดตกหกล้มได้ง่าย และเมื่อล้มแล้วกระดูกที่อ่อนแอก็จะแตกหักได้ง่าย ล้มนิดเดียวกลายเป็นบาดเจ็บรุนแรง ส่งผลระยะยาวต่อการใช้ชีวิต

เวทเทรนนิ่งจึงไม่ใช่กิจกรรมสำหรับ “นักเพาะกาย” หรือคนรักสวยรักงาม อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่หลายคนกลัวจะกล้ามใหญ่เป็นมัดๆ ความจริงคือผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศชายอยู่น้อย โอกาสที่จะกล้ามโตจึงไม่เกิดขึ้นได้ง่าย แม้แต่ผู้ชายเองกว่าจะสร้างกล้ามเนื้อได้ต้องใช้เวลา ความพยายาม วินัย และความอดทนอยู่ไม่น้อยด้วยเช่นกัน

 

เริ่มต้นอย่างไรดี?

ร่างกายของเรามีกล้ามเนื้อ 600 มัด คิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำหนักตัว กล้ามเนื้อแบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กล้ามเนื้อเรียบ และกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นอวัยวะภายใน อยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อลาย เป็นส่วนที่อยู่ในระบบการเคลื่อนไหวและถูกควบคุมโดยสมอง สามารถหดและคลายตัวได้ตามต้องการ การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อจึงเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อชนิดนี้เป็นหลัก

การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ หรือ เวทเทรนนิ่ง มีทั้งแบบที่ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ได้โดยอิสระ (Free Weight) เช่น บาร์เบล ดัมเบล หรืออุปกรณ์ขนาดใหญ่ (Weight Machine) หรือจะใช้น้ำหนักร่างกายตัวเอง เช่น การฝึกโยคะ วิดพื้น โหนคาน เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เกิดแรงตึงต่อกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการปรับตัวและแข็งแรงขึ้นได้

-การเริ่มต้นออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจพื้นฐานด้านเทคนิค คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ควรได้รับคำแนะนำจากเทรนเนอร์ เพราะการฝึกด้วยตัวเองตามลำพังอาจพลาดพลั้งผิดท่าทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ และควรเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อฝึกกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นให้เริ่มคุ้นชินและค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย

-การจัดวางโปรแกรมที่เหมาะสมมีความสำคัญ บางคนใช้เวทเทรนนิ่งเพื่อเป้าหมายเฉพาะเจาะจง เช่นอยากเพิ่มกล้ามเนื้อหน้าอก ลดเอว ก็จะเลือกเล่นเฉพาะส่วน โดยไม่เล่นส่วนอื่น ทำให้ร่างกายโดยรวมไม่เกิดการพัฒนา อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ กล้ามเนื้อผิดรูปไม่สวยงามได้

-การออกกำลังกายที่ดี ควรทำควบคู่กันทั้งแบบคาร์ดิโอและการฝึกกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายทั้งระบบ

เวทเทรนนิ่ง

ที่สำคัญ การออกกำลังกายทั้งสองแบบจำเป็นต้องมีการวอร์มอัพร่างกายอย่างน้อย 10-15 นาทีทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นหัวใจให้มีอัตราการเต้นเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ มีการตื่นตัว พร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี

‘กระดูกสันหลัง’ อวัยวะสำคัญที่ต้องใส่ใจดูแล

“อาหารสุขภาพ” มาแรง…โอกาสของคนอยากมีธุรกิจ

Bangkok Bank SME ราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก www.bangkokbanksme.com หรือ โทร call center 1333

แสดงความคิดเห็น