PICTO แกะรอยโมเดลธุรกิจ ต่อยอดกำไรไม่รู้จบ

หลายท่านอาจจะเคยรู้จักกับ Mind Map “แผนที่ความคิด” กันมาบ้างแล้ว ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพความคิดที่หลากหลายและชัดเจน ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ โดยมีวิธีบันทึกในลักษณะเดียวกับภาพต้นไม้ คือแตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อย ๆ

และในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน Satoru Itabashi นักเขียนชาวญี่ปุ่น ได้นำเสนอวิธีในการใช้แผนภาพมาวิเคราะห์และทำความเข้าใจกับโมเดลธุรกิจที่มีความซับซ้อนและเข้าใจยาก เพื่อช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนถึงกลไกในการทำกำไร อันจะทำให้สามารถนำมาต่อยอดความคิดในการสร้างยอดขายและผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นได้ โดย Satoru Itabashi ได้เรียกวิธีการนี้ว่า PICTO ซึ่งย่อมาจาก Pictogram การสื่อด้วยภาพ

แนวคิดในการใช้แผนภาพ PICTO ในการวิเคราะห์โมเดลธุรกิจนี้ อยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า Business Model wo mieru ka suru Picto zukai ซึ่งสามารถหาอ่านได้ใน version ภาษาไทย โดยมี ประวัติ เพียรเจริญ เป็นผู้แปล และมีชื่อภาษาไทยว่า PICTO แกะรอยโมเดลธุรกิจต่อยอดกำไรไม่รู้จบ

ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่งในญี่ปุ่น ได้ศึกษารวบรวมข้อมูลและพบว่าโมเดลธุรกิจบนโลกใบนี้นั้นมาจากโมเดลมาตรฐาน 8 แบบด้วยกัน โดยเพื่อให้เข้าใจกลไกของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผู้เขียนได้ใช้รูปภาพย่อเพื่อสื่อความหมายของสินค้า เช่น รูปคน และลูกศร เพื่อชี้ทิศทางของรายได้ที่เกิดขึ้น และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ถึงปัจจัยในการทำกำไรต่าง ๆ  โดยแยก คน สิ่งของ และเงิน ออกเป็นส่วน ๆ จากที่มาของคำถาม 3W1H คือ Who ใคร Whom กับใคร What ขายอะไร และ How ราคาเท่าไรและอย่างไร ซึ่งผู้เขียนพบว่าบริษัทที่ผลิตสินค้าเหมือน ๆ กัน แต่หากมีโมเดลธุรกิจที่ต่างกัน การทำกำไรก็ย่อมแตกต่างกัน

ทั้งนี้โมเดลธุรกิจทั้ง 8 โมเดล ประกอบด้วย

– Basic Model เป็นโมเดลของธุรกิจที่เสนอขายสินค้าหรือบริการ และได้รับผลตอบแทนจากการขายสินค้าหรือบริการนั้น ๆ แบบปกติ ความสำเร็จของโมเดลประเภทนี้จะอยู่ที่ความแตกต่างและโดดเด่นของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ที่เหนือกว่าคู่แข่ง
– Retail Model เป็นโมเดลธุรกิจที่ซื้อสินค้าหลากหลายมาขายให้กับผู้บริโภค ความสำเร็จคือ ความหลากหลายของสินค้า ที่มีปริมาณมากพอและทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำอีก
– Advertising Model เป็นธุรกิจประเภทที่ขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำหรือฟรี แต่เน้นการทำกำไรจากค่าโฆษณา เช่น ธุรกิจสื่อ ซึ่งความสำเร็จจะอยู่ที่ Positioning ของสินค้า และการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
– Compound Model เป็นธุรกิจขายสินค้าหรือบริการที่หลากหลาย แต่เน้นการทำกำไรจากสินค้าหลัก เช่น การซื้อสินค้าหลักและขายพ่วงสินค้าเสริม เป็นต้น
– Reuse Model เป็นธุรกิจที่เน้นการนำสินค้าตัวเดิมมาใช้ซ้ำ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลง ความสำเร็จของโมเดลธุรกิจประเภทนี้จึงอยู่ที่การนำมาใช้ซ้ำในลักษณะที่แตกต่างจากเดิม เพราะหากยังเหมือนเดิม ย่อมทำให้คุณค่าและราคาของผลิตภัณฑ์ลดลง
– Supply Model โมเดลวัสดุสิ้นเปลือง เป็นธุรกิจที่ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเข้าถึงสินค้าหลักที่มีราคาสูงตลอดเวลา โดยเปลี่ยนเป็นการสินค้าสิ้นเปลืองที่เป็นอะไหล่หรืออุปกรณ์แทน เช่น การเปลี่ยนหมึกพิมพ์แทน Printer เป็นต้น
– Recurring Income Model เป็นธุรกิจที่มีรายได้มาจากธุรกิจหลักที่มีความมั่นคงและต่อเนื่อง โดยต้องหาลูกค้าที่มีความแข็งแกร่งในการซื้อและซื้ออย่างต่อเนื่อง เช่น บริษัทเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าที่ขายไฟต่อให้กับการไฟฟ้า
– Matching Model เป็นโมเดลธุรกิจตัวสุดท้ายที่เป็นเสมือนตัวกลางที่แนะนำลูกค้าให้กับเจ้าของสินค้า โดยรายได้ของธุรกิจจะมาจากส่วนแบ่งจากการขายหรือค่า Commission

ทั้ง 8 โมเดล สามารถนำมาแยกหรือรวมกันจนเกิดเป็นโมเดลธุรกิจที่ซับซ้อนหลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยต่อยอดความคิดในการหาไอเดียใหม่ ๆ ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มรายได้และกำไรของกิจการได้อย่างต่อเนื่อง

แสดงความคิดเห็น