Rich Dad Poor Dad พ่อรวยสอนลูก

หากคุณมีโอกาสได้เดินตามร้านหนังสือทั่วไป อาจจะได้สะดุดกับหนังสือกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีหน้าปกคล้ายคลึงกัน เป็นสีม่วงดำ แต่ชื่อเรื่องแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น Rich Dad Poor Dad พ่อรวยสอนลูก Rich Dad’s Cashflow Quadrant พ่อรวยสอนลูก#2 Rich Kid Smart Kid พ่อรวยสอนลูก #3 สอนลูกให้รวย หรือ Rich Dad’s Guide to Becoming Rich พ่อรวยสอนลูก สร้างเส้นทางรวย ฯลฯ

หนังสือในกลุ่มนี้เขียนขึ้นโดย Robert T.Kiyosaki นักธุรกิจ นักลงทุนชาวอเมริกัน ที่กลายมาเป็นนักเขียน นักพูดกระตุ้นแรงบันดาลใจที่คนจำนวนมากรู้จัก เพราะหนังสือที่เขาเขียนกลายเป็นหนังสือ Best Seller ตลอดกาล ที่ถึงแม้ว่าเล่มแรก Rich Dad Poor Dad ตีพิมพ์ครั้งแรกนานมาแล้ว แต่ก็ยังคงมีวางแผงอยู่ในทุกวันนี้

Rich Dad Poor Dad หรือพ่อรวยสอนลูก นี้นับว่าเป็นหนังสือด้านการเงินที่ทรงอิทธิพลเล่มหนึ่งของโลก ที่ทำให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงแนวความคิดด้านการบริหารเงินไปจากเดิมด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้เรื่องการเงินที่หลายคนส่ายหน้ากลายเป็นเรื่องสนุกได้ด้วยการเปรียบเทียบให้เห็นวิธีคิดของคนจนกับคนรวย ซึ่งผู้เขียนอธิบายว่าวิธีคิดนี้เองที่เป็นสิ่งที่กำหนดให้เขาเหล่านั้นกลายเป็นคนรวยหรือคนจน

ผู้เขียนได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงวิธีคิดของพ่อรวย (Rich Dad) และพ่อจน (Poor Dad) ของเขา ซึ่ง Poor Dad เป็นพ่อที่แท้จริง จบการศึกษาสูงระดับปริญญาเอก แต่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเงิน ในขณะที่ Rich Dad คือพ่อของเพื่อน ซึ่งเรียนจบแค่มัธยม 2 ไม่ได้เรียนสูง แต่กลายเป็นเศรษฐีและร่ำรวยที่สุดในฮาวาย

โดยผู้เขียนได้เปรียบเทียบคำสอนของพ่อทั้ง 2 คนให้เห็นว่า Poor Dad บอกว่าเรียนให้มาก ๆ จะได้ทำงานที่มั่นคง และบ้านเป็นการลงทุนและทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุด ในขณะที่ Rich Dad บอกว่าเรียนให้มาก ๆ จะได้ซื้อบริษัทที่มั่นคง ส่วนบ้านนั้นถือเป็นหนี้สิน ไม่ใช่ทรัพย์สิน Poor Dad บอกว่า เราไม่มีทางซื้อสิ่งนี้ได้แน่นอน แต่ Rich Dad กลับถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ซื้อของสิ่งนั้นให้ได้

หนังสือเล่มนี้จะแสดงให้เห็นว่า คนจนคิดอย่างไรถึงทำให้เขาจนอยู่อย่างนั้น ในขณะที่คนรวยคิดอย่างไร ถึงทำให้รวยเพิ่มมากขึ้น

ผู้เขียนอธิบายว่าคนรวยนั้นไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน แต่พวกเขาใช้เงินให้ทำงานแทนและทำให้ได้มาซึ่งอิสรภาพทางการเงิน แต่นั่นก็หมายความว่าพวกเขาต้องเข้าใจเรื่องของความเสี่ยง และต้องมีความกล้าที่จะเสี่ยง ซึ่งจะแตกต่างจากคนจนที่มักจะติดอยู่กับความกลัว และพยายามเลือกในสิ่งที่รู้สึกปลอดภัยและมั่นคงที่สุด คนจนจึงมักเป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดา ๆ ที่ทำงานให้ผู้อื่น และซื้อความสบายไว้ก่อน ในขณะที่คนรวยมักกล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะล้มเหลว เพื่อที่จะแก้ไขและนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งความสบายก็จะตามมาทีหลัง

นอกจากนี้ในหนังสือเล่มนี้ยังแนะนำและให้แง่คิดเกี่ยวกับการเงินอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การมีเงินมาก ๆ นั้นไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักเก็บมันไว้ให้อยู่กับเราตลอดไปหรือทำให้มันงอกเงยขึ้น การสอนในโรงเรียนนั้นสอนให้เราทำงานเพื่อเงิน แต่ไม่ได้สอนให้เรารู้จักควบคุมเงิน ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน เข้าใจเรื่องการเงิน หลุดจากสภาวะที่ต้องทำงานเพื่อเงิน และกลายเป็นคนมีเงินเหลือใช้สบาย ๆ โดยไม่ต้องทำงาน ลองหาหนังสือเล่มนี้อ่านดูสิคะ แล้วคุณจะค้นพบความต้องการที่แท้จริง”

แสดงความคิดเห็น