เจียระไนเพชร ศิลปะขั้นเทพ สู่ความงามนิจนิรันดร์

เพชร เป็นอัญมณีเลอค่าที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันถึง เพราะนอกจากจะเป็นอัญมณีที่งดงามหาที่เปรียบได้ยาก เมื่อต้องแสงไฟก็ยิ่งระยิบระยับขับรัศมีของผู้สวมใส่ให้โดดเด่นเป็นสง่าเหนือใครแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงฐานะความร่ำรวยของผู้สวมใส่อีกด้วย

เพชร เป็นสิ่งทรงคุณค่าและมีสนนราคาอันมาจากน้ำหนักของเพชรและความระยิบระยับเปล่งประกายสวยงามนั้น ต้องผ่านการเจียระไนโดยช่างฝีมือที่มากประสบการณ์ เพียบพร้อมไปด้วยทักษะ ความประณีตละเอียดอ่อน รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์ ในการรังสรรค์ความงามให้เป็นที่ประจักษ์ และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ความอดทน เพราะกว่าจะเจียระไนเพชรแต่ละเม็ดออกมาได้นั้น ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไปต่อกะรัต โดยเฉพาะเพชรที่มีชื่อเสียงติดอันดับของโลกบางเม็ดใช้เวลาเจียระไนถึง 3 ปี

การเจียระไนเพชรนั้น เป็นศิลปะอันประณีต โดยปกติแล้วน้ำหนักของเพชรมากกว่าครึ่งจะสูญเสียไปในกระบวนการเจียระไน เพื่อให้ได้มาซึ่งความงดงาม สมบูรณ์และมีประกายสวยงาม ซึ่งหมายถึงต้องได้สัดส่วน ทั้งความลึก ความกว้าง รูปทรงและความสมมาตร จึงจะทำให้ เพชร นั้นทรงคุณค่าและมูลค่าไว้ได้ โดยเพชรที่เจียระไนออกมาแล้วมีประกายแวววาวมากก็จะยิ่งเลอค่ามาก โดยปกติแล้วช่างเจียระไนมักจะเจียระไน เพชร ออกมาเป็นรูปกลมเหลี่ยมเกสร ซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นที่นิยมมากที่สุด และทำให้เกิดประกายแวววาวมากที่สุด แต่ในปัจจุบันนั้นการเจียระไน เพชร ให้มีรูปทรงที่แปลกตานั้นมีมากยิ่งขึ้น ตามแต่บุคลิกลักษณะของผู้สวมใส่ แต่อาจส่งผลต่อความงามด้านการประกายแสงที่ลดน้อยลง

กว่าจะได้ เพชร ที่งดงามเลอค่าออกมาสัก 1 เม็ด ช่างเจียระไนนั้น จะต้องทำการเลื่อยหรือตัดเพชรก้อนดิบออกมาซะก่อน ซึ่งต้องกระทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ เพชร แตก ต่อมาจึงถึงขั้นตอนการทำรูปร่างเพชร โดยการหมุน เพชร อย่างเร็วแล้วเอา เพชร อีกเม็ดหนึ่งมาฝน ทำให้มีเส้นคาดขอบเพชร ที่เรียกว่า “ริม” ซึ่งจะต้องได้สัดส่วนไม่หนาเกินไป เพราะจะทำให้เสียน้ำหนักและไม่บางเกินไปที่จะทำให้เพชรมีประกายน้อยลง หลังจากนั้นจึงนำมาเจียระไนให้มีเหลี่ยม โดยเหลี่ยมเพชรก็ต้องทำมุมองศาที่ได้สัดส่วนที่ถูกต้องกับเส้นคาดขอบเพชรเพื่อให้มีประกายมากที่สุด ซึ่งต้องเริ่มจาก 4 เหลี่ยมเป็น 8 เหลี่ยม เรื่อยไปจนถึง 58 เหลี่ยม จนในที่สุดก็กลายเป็นเพชรเม็ดงามที่ดึงดูดให้ผู้คนได้สัมผัสหรือยลโฉม

เพชร
เพชรที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและแพงที่สุดในโลก อย่างเช่น The Debeers Centenary Diamond เพชรคุณภาพยอดเยี่ยมสีขาวใสและไม่มีตำหนิ มีน้ำหนักถึง 273.85 กะรัต สนนราคาถึง 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยเพชรเม็ดนี้ช่างเจียระไนออกมาถึง 247 เหลี่ยม

เพชร
เพชร Koh-I-Noor-Priceless มีความหมายว่าภูเขาแห่งแสงสว่าง มีน้ำหนัก 105.60 กะรัต เจียระไนในแบบสเตนล่าบริลเลี่ยนคัต มี 66 เหลี่ยม เป็นเพชรที่มีตำนานเก่าแก่ยาวนานมากกว่า 5,000 ปี มีต้นกำเนิดจากอินเดีย แต่ผ่านการแก่งแย่งช่วงชิงทางประวัติศาสตร์ของหลายประเทศ จนกลายเป็นสมบัติของราชวงศ์อังกฤษ และประดับไว้บนมงกุฎแห่งราชินีวิกตอเรีย

เพชร
The Cullinan Diamond มีน้ำหนักถึง 3,106.75 กะรัต ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมาก่อน ได้ผ่านการเจียระไนเป็นเพชร 9 เม็ด โดย Cullinan I หรือ The Star of Africa เจียระไนเป็นรูปหยดน้ำ มีน้ำหนัก 530.20 กะรัตประดับไว้บนคฑาหลวงแห่งเซเวอเรน ในขณะที่ Cullinan II เจียระไนเป็นรูปหมอน น้ำหนัก 317.40 กะรัต ประดับไว้ที่ The Imperial State Crown  และ Cullinan III เจียระไนเป็นรูปหยดน้ำ ประดับไว้บนมงกุฎพระนางแมรี่

เพรช
The Hope Diamond เป็นเพชรสีน้ำเงินที่มีน้ำหนักเพียง 45.25 กะรัต แต่มีราคาถึง 350 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันเก็บไว้ที่พิพิธัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสมิธโซเนียน  ในกรุงวอชิงตันดีซี เชื่อกันว่าเพชรเม็ดนี้เป็นเพชรที่ต้องคำสาป ใครได้ครอบครองจะประสบกับมรสุมชีวิตในด้านต่าง ๆ

เพชร
ส่วน The Sancy Diamond น้ำหนัก 55.23 กะรัต มีราคา 400 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เป็น เพชร สีเหลืองอ่อนที่เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย เป็นเพชรที่มีความพิเศษด้านการเจียระไน โดยไม่มีส่วนล่างของเพชร มีแต่ส่วนบนเป็นเหมือนเพชรหนึ่งคู่ มีเม็ดหนึ่งอยู่บนอีกเม็ดหนึ่ง โดยปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ประเทศฝรั่งเศส

เพชรแต่ละเม็ดที่กล่าวมานี้ ล้วนมีความงดงามและความแตกต่างอันทรงคุณค่าของตัวเอง ซึ่งล้วนมาจากฝีมือของช่างเจียระไนขั้นเทพทั้งสิ้น หากมีโอกาสสักครั้งที่จะได้ยลโฉมอัญมณีเลอค่าของจริง คงจะตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อย

แสดงความคิดเห็น