5 สถานการณ์สุดแย่ ที่พวก Startup ชอบพลาด

Startup ชอบพลาด กับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวเนื่องจากการที่เป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ Startup จึงต้องมีสติและใช้ความใจเย็นเผชิญกับวิกฤติ เมื่อมีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งอาจพูดง่าย แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วยากมาก

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเหตุการณ์เหนือคาดหมายเกิดขึ้น คนเราก็จะตื่นตระหนก ตกใจ และทำในสิ่งที่ขาดสติลงไป โดยเฉพาะกับ 5 สถานการณ์ต่อไปนี้ที่ Startup ชอบพลาด

1.   ทำงานตาม Deadline ไม่ทัน

คำว่า Deadline สามารถข่มขวัญใครหลาย ๆ คนให้หวาดกลัวได้ โดยเฉพาะกับตอนที่คุณยังไม่พร้อมและก็ใกล้ถึงเวลาส่งงานนั้น ๆ เข้ามาเต็มทีแล้ว สมมุติว่าคุณเปิดร้านค้าออนไลน์และได้เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว แต่พอใกล้จะถึงวันเปิดตัว ผู้พัฒนามาบอกว่าเขาต้องการเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ ก็เลยทำให้คุณเครียดมากเลยใช่มั้ยล่ะ? แล้วสิ่งที่คุณจะทำก็คือจะรีบทำให้เสร็จ ๆ ไป ให้ใช้งานได้ทันวันเปิดตัว หรือไม่ก็ยกเลิกทุกสิ่งที่ทำมาทั้งหมด แต่จะดีกว่ามั้ยถ้าคุณลดความวิตกลง แล้วหันหน้าไปคุยกับทางผู้พัฒนาว่าเขายังขาดเหลืออะไรบ้างที่ต้องทำ และร่วมมือช่วยกันแก้ไขสิ่งนั้น แต่ถ้าไม่มีทางออกเลย คุณก็แค่เปิดตัวเฉพาะสิ่งที่สำคัญ ๆ ตามตารางงานก็พอ

2.   เสียลูกค้าคนสำคัญไป

เมื่อไม่มีลูกค้า ธุรกิจย่อมไม่ใช่ธุรกิจอีกต่อไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม Startup และธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ต้องคอยเอาใจลูกค้าอย่างมาก เสนอทุกอย่างให้หมด ถ้าคุณมีลูกค้าหลักอยู่แค่ที่เดียวหรือสองที่ล่ะก็ ต่อมาลูกค้าคนหนึ่งเลิกใช้บริการคุณ คงจะกลายเป็นความกดดันให้กับ Startup ของคุณอย่างมากในทันที และสิ่งที่คุณจะทำก็คือ ทิ้งทุกอย่างและพยายามยื้อลูกค้ารายนั้นให้กลับมาให้ได้ ซึ่งไม่ใช่ทางที่ถูกต้องเลย สิ่งที่เหมาะสมก็คือคุณต้องวิเคราะห์ว่าได้ทำอะไรผิดไป ค่อย ๆ ปรับการขายของคุณถ้าหากจำเป็นจริง ๆ ตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างจนกว่าจะหาจุดที่เหมาะสมได้ การตื่นตระหนกไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่จะทำให้อะไร ๆ แย่ลงเท่านั้น

3.   พบกับคู่แข่งรายใหม่

ตอนที่คุณก้าวเข้ามาสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง อาจจะรู้จักกับคู่แข่งสักรายสองรายอยู่บ้างแล้ว แต่ตอนนั้นคุณมีเวลามากพอที่จะวางแผนเพื่อเอาชนะพวกเขาได้ แล้วเมื่อมีคู่แข่งคนใหม่เข้ามาปรากฏตัว และเขาคนนั้นก็ศึกษาและวางแผนเพื่อจะเอาชนะคุณมาอย่างดี จึงเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก เพราะเขาอาจจะเหนือกว่าธุรกิจของคุณในทุก ๆ ด้านเลยก็ได้ ซึ่งเมื่อเจอแบบนี้ คุณอาจจะลดราคาสินค้าอย่างกระหน่ำ หรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงธุรกิจไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งเลยก็ได้ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็นเลย สิ่งที่คุณควรทำจริง ๆ คือพยายามรวบรวมความคิดว่าจะตอบโต้อย่างไร และทดลองโดยการทำวิจัยตลาดดูว่าจะเวิร์คมั้ย แล้วเลือกทำเฉพาะไอเดียที่จะกระทบต่อคู่แข่งรายใหม่เท่านั้นก็พอ

4.   มองเห็นกระบวนการที่ผิดพลาด

โดยปกติแล้วด้วยความที่ต้องเป็นคนมั่นใจในระดับหนึ่งถึงจะกล้าทำ Startup หรือธุรกิจขึ้นมา ดังนั้นคุณมักจะมองว่าแผนการดำเนินงานของคุณสมบูรณ์แบบ และเมื่อเกิดผิดพลาดขึ้นมาสักที่หนึ่ง คุณจะคิดว่านี่อาจเป็นจุดจบของธุรกิจฉันแล้วแน่นอน ซึ่งการตื่นตระหนกนี้เองจะทำให้คุณพยายามแก้ทุกอย่างใหม่ทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่บางจุดก็ยังโอเคดีอยู่ ไม่จำเป็นเลย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ การมีสติ ดำเนินการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง และพยายามแก้ไขในเฉพาะจุดที่ผิดพลาดจริง ๆ เท่านั้น

5.   แยกทางกับผู้ร่วมก่อตั้ง

การทำงานกับใครสักคนมาเป็นเวลานานเกินไป อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่าคนเหล่านั้นจะต้องทำงานกับคุณตลอดไป ซึ่งไม่ใช่แบบนั้นเลย ยิ่งคนเหล่านั้นใกล้ชิดกับคุณหรือบริษัทของคุณมากเท่าไหร่ ความรู้สึกผิดหวังเมื่อพวกเขาลาออกยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อหนึ่งในพนักงานสุดเก่งหรือคู่หูที่ร่วมก่อตั้งบริษัทของคุณโบกมือลาออกไป คุณจะคิดทันทีว่าธุรกิจกำลังตกต่ำลงแล้วแน่ ๆ แต่เพื่อจะหยุดความตื่นตระหนกตรงนั้นได้ คุณควรจะเตือนตัวเองว่าบริษัทของคุณไม่ได้กำลังถดถอยลง คุณเพียงแค่สูญเสียคนประจำตำแหน่งนั้นไป และวิธีแก้ปัญหานั้นก็ง่ายแสนง่าย แค่หาคนมาแทนที่พวกเขาก็จบ ถึงแม้ว่าหน้าที่ตรงนั้นจะยากมากสักแค่ไหนก็ตาม ย่อมมีคนที่สามารถทำแทนพวกเขาได้อย่างแน่นอน

 

Startup ชอบพลาด sme

ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก 
665 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น