Whiplash ตีให้ลั่น เพราะฝันยังไม่จบ

Whiplash เป็นเรื่องราวการฝ่าฟันอุปสรรคและการฝึกฝน เพื่อก้าวไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมี Theme ให้เป็นภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจเหมือนเรื่องอื่น ๆ แต่ Whiplash ก็มีมุมที่โดดเด่น และสามารถสร้างการยอมรับและเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์จำนวนมาก รวมไปถึงยังเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Sundance ในปี 2014 อีกด้วย

และไม่ใช่แค่ได้รับเสียงชื่นชมเท่านั้น แต่ Whiplash ยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลถึง 2 รางวัล คือ Grand Jury Prize (รางวัลพิเศษจากคณะกรรมการ) สาขา Dramatic และรางวัลขวัญใจผู้ชม The Dramatic Audience Award จากงานในครั้งนั้น รวมทั้งยังได้รับการคัดเลือกให้ฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีที่ผ่านมาอีกด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทโดย Damien Chazelle นำแสดงโดย Miles Teller นักแสดงดาวรุ่งที่มีผลงานมาแล้วหลายเรื่อง เช่น That Awkward Moment, Divergent และ The Fantastic Four ร่วมด้วย J.K. Simmons จาก Spider-Man และ Juno

Whiplash เป็นเรื่องของ Andrew Neiman เด็กหนุ่มวัย 19 ผู้มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นมือกลองของวงดนตรี Jazz ระดับประเทศ ที่มีครูจอมโหด Terrence Fletcher คอยกดดันและฝึกฝน Andrew อย่างหนักหน่วง เพื่อให้เขาก้าวสู่การเป็นสุดยอดมือกลอง และชนะในการแข่งขันที่กำลังจะมีขึ้น

Andrew นั้นเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีเป้าหมาย  และพร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ส่วนครูจอมโหด  Fletcher เป็นพวกชอบความสมบูรณ์แบบ และรักในดนตรีอย่างแท้จริง เขาเลือกที่จะเค้นศักยภาพของ Andrew ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ทันการแข่งขัน จึงใช้วิธีเคี่ยวเข็ญ กดดัน ออกแนวโหด  และไร้ความปราณี แต่ Andrew ก็พยายามทุ่มเทอย่างเต็มที่ไม่แพ้กัน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Theme ของเรื่องดูจะไม่โดดเด่นเท่าไร แต่จากการนำเสนอด้วยเรื่องราวของนักดนตรีที่เป็นมือกลอง เสียงเพลง โดยเฉพาะกลองจึงมีบทบาทอย่างยิ่ง ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างและโดดเด่นจากเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านมา เพราะหากจะพูดถึงภาพยนตร์เพลง  หรือที่เกี่ยวกับดนตรีส่วนใหญ่แล้ว  ก็มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักร้องซะมากกว่า

นอกจากนี้  ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังใช้เทคนิคของดนตรีมาใช้ในการดำเนินเรื่อง โดยให้จังหวะในการเดินเรื่องสอดผสานไปกับจังหวะจะโคนของดนตรี ซึ่งเริ่มจากเบา แล้วค่อย ๆ หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดพีคสูงสุด และยิ่งเป็นเสียงกลองด้วยแล้ว จะยิ่งสร้างความเร้าใจและจังหวะที่ตื่นเต้น  จนผู้ชมหัวใจเต้นรัวไปกับจุดพีคของภาพยนตร์

ไม่เพียงเท่านี้   การถ่ายภาพและตัดต่อ  ยังทำให้ภาพยนตร์ดูมีพลังมากยิ่งขึ้น จน Tom Cross มือตัดต่อของเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลออสการ์  สาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 2015 ไปได้ในที่สุด

ส่วนผู้กำกับก็ไม่เบา  สามารถคุมโทนของเรื่องได้อยู่ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะใช้โทนสีค่อนข้างทึม เพื่อให้รู้สึกถึงความกดดัน ความเครียดของตัวละครในการต่อสู้กับอุปสรรค แต่ในช่วงไหนที่อยากให้ผ่อนคลาย ก็จะได้อารมณ์เหมือนนั่งฟังเพลง jazz เบา ๆ ชิล ๆ ไป

ส่วน J.K.Simmons และ Miles Teller นั้นก็ประชันฝีมือกันอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะฉากพีคของเรื่อง  ที่ทั้งสองสามารถแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอารมณ์หลากหลาย ทำให้คนดูอินและเข้าใจไปกับมิติอารมณ์ของทั้งคู่ได้  และมันส์ไปกับเสียงดนตรีที่ยังติดตราตรึงใจ จนกระทั่งเดินออกจากโรงหลังจากหนังจบ จึงไม่แปลกใจเลยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างท่วมท้นค่ะ

 

แสดงความคิดเห็น