SME CLINIC : เจาะลึกจุดเริ่มต้นของ Claimdi และ Hubba พร้อมทั้งกุญแจสู่ความสำเร็จ ที่พวกเขาใช้ในการพาตัวเองมายืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของวงการนี้

หลายคนคงจะรู้จักสตาร์ทอัพดีจากช่องทางต่าง ๆ วันนี้เราก็จะพาไปรู้จักและทำความเข้าใจกับการก่อตั้ง Startup ผ่านกูรูทั้ง 2 ท่านแห่งวงการ Startup ไทย คุณอมฤต เจริญพันธ์ ผู้ก่อตั้ง Hubba พื้นที่ทำงานร่วมกัน Co-Working Space แห่งแรกของเมืองไทย และคุณกิตตินันท์ อนุพันธ์ CEO ของบริษัท Anywhere to go เจ้าของ Startup อย่าง Claimdi ที่มาแรงมากในเมืองไทย

ก่อนอื่นเราต้องมาเข้าใจความหมายของ Startup กันก่อน ซึ่งคุณแจ๊คให้ความรู้ถึงคำนิยามไว้ว่า “เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด และสามารถทำซ้ำได้ในหลาย ๆ ที่ เพื่อที่จะสามารถหนีคู่แข่งได้ทัน และขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในด้านนั้น” ซึ่งปัจจัยหลักในการที่จะทำตรงนั้นได้ก็คือ นวัตกรรมและเทคโนโลยี

บางคนก็อาจจะสงสัยว่า แล้ว Hubba ที่เป็น Co-Working Space กลายเป็น Startup ได้อย่างไร จุดเริ่มต้นคืออะไร คุณเอมกล่าวว่า “เรารู้ว่ามันมีปัญหาอะไรบางอย่าง เรารู้ว่ามันมีคนที่อยากทำงาน แต่ไม่อยากสร้างออฟฟิศ ไม่อยากอยู่บ้าน ไม่อยากอยู่ร้านกาแฟ คนพวกนี้มีอยู่เยอะ เราก็ศึกษาจาก Co-Working Space ในต่างประเทศที่เค้าสามารถเติบโตมีหลายสาขาได้ เค้าทำได้ยังไง อีกทั้งยังเรียนรู้พฤติกรรมของคนที่ใช้งานพื้นที่ทำงานพวกนี้ แต่เรายังไม่รู้ว่าเราควรจะทำการตลาดยังไงในตอนนั้น ซึ่ง Startup ความหมายของมันก็คือการ Start จากจุดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ลองผิดลองถูก และพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็ใช้วิธีนั้นเสมอมา จนมาได้จนถึงทุกวันนี้”

สิ่งสำคัญที่ทำให้ Startup มาได้จนถึงจุดนี้ สิ่งสำคัญคือ สมาร์ทโฟน “คนเราทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน แค่มีสมาร์ทโฟนสักเครื่องก็สามารถขายของ ซื้อของ ตอบสนองความต้องการได้รวดเร็ว มันทำให้ต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจในปัจจุบันต่ำมาก ใครก็สามารถลองได้ อีกทั้งความต้องการของคนเราเปลี่ยนไป ทุกคนอยากใช้เทคโนโลยี ทุกคนต้องการความสะดวกสบาย นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไม Startup ถึงได้บูมขนาดนี้” คุณเอมกล่าว

แต่กว่าจะมาเป็น Startup ที่ทำรายได้มหาศาลในปัจจุบันได้ขนาดนี้ พวกเขาเริ่มต้นยังไง และผ่านอะไรมาบ้าง โดยคุณเอมเล่าถึงจุดเริ่มต้นของ Hubba ไว้ว่า “อย่างแรกเราต้องสังเกตปัญหาของตัวเองก่อน ผมเคยอยากคิดสร้างแอปพลิเคชั่นอะไรสักอย่าง เพราะเห็นโอกาสว่าสมาร์ทโฟนกำลังมา แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง นั่งคิดแผนธุรกิจเองอยู่ที่บ้านก็มีสิ่งรบกวนตลอด ไม่ได้ทำงานสักที ร้านกาแฟก็เน็ตแพง เงินเปิดออฟฟิศก็ไม่มี เลยคิดว่ามันน่าจะมีโซลูชั่นตรงนี้ ก็ไปเจอ Co-Working Space ที่ต่างประเทศซึ่งมันก็คืออย่างที่สองนั่นเอง ศึกษาจากเทรนด์ของโลกว่าเค้าแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และอย่างที่สาม เราเข้าไปคลุกคลีกับลูกค้า มองหาความต้องการของลูกค้า และเปลี่ยนความต้องการของเค้าให้เข้ามาพบกับ Startup ของเรา”

“การทำ Startup คนส่วนภายนอกดูเหมือนง่าย แต่ในการทำจริงมันยาก คน ๆ เดียวไม่สามารถทำได้ อย่างผมเมื่อสมัยก่อนก็จ้างพนักงานทำทั้งหมด สุดท้ายพนักงานลาออกไปเราก็ไม่สามารถทำต่อได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากทำจริง ๆ ก็ควรมองหาเพื่อนหรือ Co-Founder ที่มีความรู้เรื่อง Marketing Programmer และ Graphic Designer ที่มีความชอบ ความหลงใหล และอยากแก้ปัญหาในเรื่องเดียวกัน พร้อมจะลุยไปด้วยกัน เมื่อหาได้ก็เริ่มทำงาน แต่ต้องทำแบบ Lean Startup คือการทำแบบใช้งบน้อยที่สุดเพื่อทดลองตลาดและเพิ่มฟีเจอร์ไปเรื่อย ๆ” คุณแจ๊คเสริมต่อ

การที่อยู่ ๆ จะไปหา Co-Founder ผู้ร่วมก่อตั้งเลยก็ดูจะเป็นไปได้ยาก แล้วอะไรที่จะทำให้รู้ว่าเราทั้งคู่เหมาะสมกับเรา คุณเอมให้ความเห็นว่า “เราต้องดูใจกันนาน ๆ ครับ ดูว่าเราเข้ากันได้มั้ย เรามีความคิดเห็นที่ตรงกันจริง ๆ รึเปล่า เรื่องเงินเราแบ่งกันยังไง ต้องคุยกันตั้งแต่แรก ซึ่งระยะเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทั้งหมด”

โดยประเด็นนี้คุณแจ๊คให้ความเห็นว่า “เราต้องทำยังไงก็ได้ให้ความหลงใหลเค้าตรงกับเราให้ได้ การที่เราจะเป็น Co-Founder กันได้ ไม่ใช่ว่าทำงานกันแค่ 2-3 เดือน เราต้องใช้เวลา อย่างผมก็มองหาจากพนักงานที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันตลอดหลายปี ดูว่าเค้ามีเป้าหมาย และพร้อมจะฝ่ากันไปกับเราจนตลอดรอดฝั่ง คนนั้นแหละเหมาะสมกับการเป็น Co-Founder เรา”

แล้วจุดเริ่มต้นของ Claimdi เองเป็นมายังไง? “แต่ก่อนเมื่อมีอุบัติเหตุเราก็ต้องรอประกันมา กว่าจะมาถึง กว่าจะจัดแจงรถเราได้ มันใช้เวลานานมาก ๆ 16 ปีที่แล้วสมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์แพร่หลาย ผมก็คิดอยากเอาโทรศัพท์มาใช้ช่วยในจุดนี้ ก็ทำสมาร์ทโฟนมาให้ประกันใช้ ถ่ายรูปได้ อะไรได้ มันก็ประหยัดเวลา แต่สุดท้ายคนชนก็ต้องรอประกันอยู่ดี เราเลยพัฒนาไปอีกขั้นให้เป็นแอปพลิเคชั่น Claimdi ที่เวลารถชนกันเราก็ไม่ต้องเรียกประกันแค่เอาโทรศัพท์มาเขย่าหาข้อมูลกันและกัน เซ็นยอมรับว่าใครถูกใครผิด ถ่ายรอยที่ชน และเอาไปเข้าอู่นัดวันซ่อมได้เลย ซึ่งแต่ก่อนก็มีเพื่อนบอกว่าเราบ้า จะไปทำจริงได้ไง ใครจะมาลงทุนให้เรา จะมาซื้อบริการเรา แต่เราก็ทำมาได้จนถึงตรงนี้”

ในด้านของ Hubba เองคุณเอมก็ได้เล่าถึงความหมายที่มาที่ไปของชื่อ Hubba และจุดประสงค์ของการก่อตั้ง Startup ตัวนี้ไว้ว่า “Hubba ก็คือ Hub ของคนบ้า พื้นที่รวมตัวของคนที่คิดต่าง คนมีความคิดสร้างสรรค์ โดยคนที่มาใช้บริการก็จะเป็นใครก็ได้ ทั้งคนเริ่มต้นใหม่ ฟรีแลนซ์ คนมาใช้ห้องประชุม แต่ทุกคนก็จะมีแก่นที่เหมือนกันคือ อยากทำงาน แต่ถ้ามีออฟฟิศเองมันใช้งบสูง เค้าแค่ต้องการ ที่นั่ง แอร์ Wi-Fi ซึ่งตรงนี้ทุกคนก็จะได้เจอเพื่อน ได้แชร์ประสบการณ์ ได้ช่วยกันคิดและแก้ไข มันแตกต่างจากความคิดคนสมัยก่อนที่ว่า เวลาเรามีความคิดดี ๆ อย่าเพิ่งไปบอก เพราะเดี๋ยวจะโดนลอก แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้น”

“สิ่งสำคัญมากกว่าไอเดียในวงการ Startup คือการลงมือทำ ถ้าเรามัวแต่หวงความคิดตัวเอง เราไม่ยอมปรึกษาใคร ไม่กล้าไปเสนองานใคร โลกเราก็จะแคบ แต่ถ้าเรากล้าจะแชร์ เรามีเพื่อนร่วมทางใน Co-Working Space เราสามารถศึกษา เราสามารถเรียนรู้จากคนรอบตัวได้ และเพราะสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนมุ่งมั่นอยู่กับการทำงาน ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพเราเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งหลังจากเราสร้าง Co-Working Space แล้วเราก็คอยให้คำปรึกษากับ Startup ด้วย ถ้าใครอยากเจอ Startup ที่เจ๋ง ๆ ก็มาเจอได้ที่นี่”

“เมื่อเราเป็น Startup ความสำเร็จกับความล้มเหลวมันก้ำกึ่งระหว่างกลาง มันยากที่เราจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในครั้งเดียว ถ้าได้มันก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ล่ะ? Startup จึงมีคำพูดติดปากที่ว่า ‘Fail Fast, Learn Fast’  ยิ่งเราล้มเหลวเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งเรียนรู้เร็วเท่านั้น เมื่อเราล้มเหลวก็สามารถปรับเปลี่ยนได้เลย พัฒนาได้เพียงข้ามคืน และยิ่งเราล้มเหลวแล้วลุกขึ้นได้เร็วยิ่งทำให้เราสามารถไปถึงความสำเร็จได้ไวขึ้นเท่านั้น”

และท้ายสุดนี้ก็เป็นคำถามที่ใครหลายคนอยากรู้คำตอบ Key to Success ปัจจัยของความสำเร็จทั้ง 2 ท่านจะเป็นอย่างไรมาฟังจากคุณแจ๊คกันก่อน “พอเราตั้งใจจะทำจริง ๆ เราก็ทำตามวิถีคนทำ Startup เราไม่คิดจะข้ามขั้นตอน เราไม่รู้เราก็ต้องทำตามเค้า ไปเจอพี่เลี้ยง ไปเจอที่ปรึกษาเค้าก็บอกให้ทำตามที่คนเค้าทำ ผมยอมเสียเวลา ยอมเรียนรู้ ทำให้สามารถสร้างแอปพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ได้จริง และดึงดูดความสนใจของนักลงทุนได้ ไม่มีใครที่ซื้อเครื่องบินมาแล้วขับเองได้เลย เราต้องมีพี่เลี้ยง Startup ก็เหมือนกัน ถ้าเรายอมรับคำแนะนำและทำตามกติกา มันจะทำให้เราสำเร็จ”

สำหรับคุณเอมแล้วปัจจัยความสำเร็จของเค้าคือ “เราต้องศึกษาไอเดียเราให้ดี ทำการบ้านให้มากพอ ถ้าเราเลือกแก้ปัญหาที่มีคนหมู่น้อยประสบ มันก็ไม่มีใครสนใจมาลงทุนกับเรา โชคดีที่เราทำ Hubba เราเลือกตลาดที่มันใหญ่ เรารู้ว่าการเติบโตมันเป็นยังไง เวลาเราล้มเราก็ล้มแบบไม่เจ็บเพราะไอเดียเราแข็งแรงพอที่จะพยุงเราเดินต่อ อีกทั้งเรื่องทีม เราต้องเป็นคนที่มีให้แรงบันดาลใจ สร้างฝันให้กับทีมได้ มีเป้าหมายที่ผู้คนอยากจะมาร่วมฝ่าฟันไปด้วยกัน และสุดท้ายความเร็วในการเติบโต เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาและเติบโตให้ได้อย่างไม่หยุด เพราะเราไม่สามารถรู้เลยว่าจะมีคู่แข่งใหม่เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แล้วความเร็วในการเติบโตของเค้าจะเอาชนะเราได้รึเปล่า”

ทั้งหมดนี้ก็เป็นประโยชน์ ข้อคิด และเรื่องราวดี ๆ ที่ Startup ทั้งสองได้มาร่วมแชร์ให้เราได้รู้กันในรายการ SME CLINIC ซึ่งถ้าใครสนใจรับฟังเรื่องราวของโลก Startup จากกูรูในวงการกันสด ๆ ก็สามารถทำได้ผ่าน เว็บไซต์ www.bangkokbanksme.com

แสดงความคิดเห็น