พลิกวิกฤตคนสูงวัยล้นแดนปลาดิบ ตลาด Active Senior ยุ่นบูมฉุดไม่อยู่

เจาะตลาด Active Senior ญี่ปุ่น มีความต้องการสินค้าและกำลังซื้อสูง ต้องการสินค้าด้านสุขภาพ การพักผ่อน ตลอดจนสวัสดิการด้านการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากกลุ่มอื่น

เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว แต่แทนที่จะสร้างปัญหา กลับกลายเป็นสร้างโอกาสให้ธุรกิจภาคเอกชนกว่า 600 บริษัท เข้ามาจับธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุในช่วงบั้นปลาย

ตลาด Senior Market ในญี่ปุ่นมีประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยอายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็น 26% แบ่งเป็นชายอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 23.1% และหญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 28.8%  ส่วนใหญ่เป็น Active Senior ที่มีกำลังซื้อสูง เป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสาขาอุตสาหกรรมการดำรงชีวิต

ข้อมูลจากศูนย์ค้นคว้ากิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ประเทศญี่ปุ่น วิเคราะห์ว่า จำนวนผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาการดูแลและสนับสนุนที่ลงทะเบียนไว้มี 5,380,000 คน คิดเป็น 17.6% ของผู้สูงอายุทั้งหมด (30,590,000 คน) ที่เหลือ 82.4% หรือประมาณ 25 ล้านคนอยู่ในกลุ่มที่เป็น Active Senior ซึ่งสัดส่วนนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงปี ค.ศ.2025 อีกทั้งสินทรัพย์ส่วนบุคคลในญี่ปุ่นมีมูลค่า 1,500 ล้านล้านเยน โดยสัดส่วนที่ผู้สูงอายุครอบครองอยู่คิดเป็นจำนวน 60% หรือ 900 ล้านล้านเยน

ความเป็น Active Senior นั้น  จะอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุที่อายุระหว่าง 55-69 ปี ที่ยังแข็งแรง  ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันได้ ทั้งนี้ การเรียกกลุ่มผู้สูงอายุว่า “Active Senior” ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกดีที่ได้เป็นกลุ่มพิเศษ   ไม่ใช่คนสูงอายุทั่วไป เพราะผู้สูงอายุมักไม่ชอบถูกเรียกว่าชราภาพ

สินค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของ Active Senior ในญี่ปุ่น ประกอบด้วย ยาและบริการทางการแพทย์ (Medical Service & Medicine) พยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Care) และสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อผู้สูงอายุ (Consumer Goods) ซึ่งสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อผู้สูงอายุ จะได้รับความสนใจจากกลุ่ม Active Senior มากที่สุด และต้องเป็นสินค้าที่สนับสนุนกระตุ้นด้านความทรงจำ กิจกรรมใช้ชีวิต การเล่นเกม การสื่อสาร ด้านวัฒนธรรมศิลปะ และประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ Active Senior ยังมีความต้องการต่อสินค้าและบริการที่มุ่งเน้นพัฒนาเพื่อคนสูงอายุ เพราะไม่อยากถูกมองว่าเป็นผู้สูงอายุ ถ้าเป็นสินค้าอาหาร ความต้องการของผู้สูงอายุเกี่ยวกับอาหาร คือ เพื่อสุขภาพ คุณภาพดี เน้นเพื่อการ รับประทานอย่างเดียว

กุญแจสำคัญในการสร้างตลาดสินค้าผู้สูงอายุในญี่ปุ่นนั้นอยู่ที่ “เปลี่ยนจากความคิดที่จะเข้าใจผู้สูงอายุ  มาเป็นความคิดในการดูและพ่อแม่ตนเองแทน” อาทิ ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีปัญหาในเรื่องต่าง  ๆ สร้างคุณค่าให้กับความตื่นเต้นใหม่ ๆ  สำหรับผู้สูงอายุ จากความไม่ต้องการถูกมองว่าเป็นคนแก่ เพื่อได้รับความรู้สึกใหม่จากความตื่นเต้น อาทิ เครื่องประเทืองผิว ชุดชั้นในและเครื่องสำอางสำหรับผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ สำนักพัฒนาการค้าและธุรกิจไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังเปิดเผยว่า ภาครัฐควรดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องอีก 3-5 ปี โดยจัดให้มีกิจกรรมต่าง  ๆ อย่างสม่ำเสมอ และสร้างกระแสของสินค้าไทยในตลาดญี่ปุ่น เพื่อให้สินค้าแบรนด์ไทยไปจำหน่ายได้ในห้างสรรพสินค้าของประเทศญี่ปุ่นได้ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์สินค้าจากประเทศไทย และสร้างความยั่งยืนต่อไป

ในอนาคตจึงควรนำผู้เชี่ยวชาญสำหรับกลุ่มสินค้าอื่น  ๆ มาให้คำแนะนำอีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์และของใช้ภายในบ้าน ของเล่น วัสดุก่อสร้าง สุขภาพและอุปกรณ์การแพทย์ และธุรกิจบริการเพื่อผู้สูงอายุ รวมถึงช่วยแนะนำให้เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นขึ้น  เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการตลาด (SME ญี่ปุ่นร่วมมือกับ SME ไทย) และเพื่อลดต้นทุนการพัฒนาสินค้าและการตลาด

นอกจากนี้  สำหรับบริษัทไทยขนาดเดียวกับ SME ควรจับมือกันเป็น Suppy Chain เชื่อมโยงธุรกิจระหว่างกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการพัฒนาสินค้าร่วมกัน และส่งเสริมการหาแหล่งเงินทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้า  จากหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรของโครงการ

อีกทั้งการจัดโครงการ Pop up Store (หรือ Prototype Sell Promotion) ร่วมกับห้างต่าง  ๆ ในญี่ปุ่น จะเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่ดีให้แก่สินค้าจากโครงการได้ นอกจากนี้ยังควรอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อ ทั้งนี้เนื่องจากระบบการนำเข้าของญี่ปุ่น  จะต้องมีผู้นำเข้าที่มีใบอนุญาตนำเข้าสินค้าเท่านั้น (สินค้าอาหาร เครื่องสำอางและสปา) ดังนั้นจึงควรจัดหาผู้นำเข้าที่มีใบอนุญาต  มาจัดการด้านการนำเข้าให้แก่ผู้ซื้อจากห้าง จะทำให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดได้ง่ายยิ่งขึ้น

การขายสินค้าผ่านช่องทาง E-Commerce  จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผู้บริโภคในตลาดญี่ปุ่นนิยม ดังนั้นการขยายช่องทางการสั่งซื้อสินค้าด้วยวิธีออนไลน์  จะช่วยส่งเสริมการขายสินค้าจากประเทศไทยได้อีกวิธีหนึ่งด้วย

นอกจากนี้  การเพิ่มช่องทางการสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่น  ทั้งในเว็บไซด์โครงการ แผ่นพับ และสื่อโฆษณาต่าง  ๆ ควรมีภาษาญี่ปุ่นด้วย เพื่อให้ผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นสามารถสื่อสารได้ง่ายยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น