2 กูรูจัดอีเว้นท์ Zip Event และ Event pop เผยความสำเร็จให้สตาร์ทอัพ!

สตาร์ทอัพที่เพิ่งเปิดธุรกิจไม่น้อย ต้องการแนวทางหาแหล่งที่มาของรายได้ และวันนี้ได้นำหัวข้อ “Revenue Model” รูปแบบการหารายได้มาเผยโดย 2 กูรู ZipEvent และ Eventpop ที่จะมาเล่าถึงประสบการณ์ในความเสี่ยงสู้ความสำเร็จให้ฟัง เพื่อปูทางให้สตาร์ทอัพรุ่นใหม่มีแรงสานฝันให้เป็นจริง

ก่อนอื่นมารู้จักกับธุรกิจ Zip Event และ Event pop ว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไร?
ธุรกิจ ZipEvent คือ platform ช่วยให้ทุกคนที่ต้องการไปงานอีเว้นท์ สามารถค้นพบงานอีเว้นท์ที่ตนเองต้องการและโดนใจได้มากที่สุด ส่วนในแง่ของผู้จัดงานอีเว้นท์ ซึ่ง platform นี้สามารถช่วยอำนวยความสะดวกทุก ๆ กระบวนการ ตั้งแต่ก่อนจัดงานไปจนถึงเลิกงาน

ธุรกิจ Eventpop  คือ Event Marketing platform โดยควบคุมตั้งแต่การขายบัตร ลงทะเบียน และยาวไปจนถึงการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ภายในงานอีเว้นท์

ที่มาของธุรกิจ ZipEvent
คุณภาโรจน์ เด่นสกุล (เจ) ผู้ก่อตั้ง ZipEvent เล่าว่าให้ฟังว่า “ตั้งแต่เด็ก ๆ คุณพ่อและคุณแม่ชอบไปงานอีเว้นท์ อย่างงาน Expo ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอนนั้นมีความคิดว่า “ทำไมต้องคิวยาวเพื่อกรอกกระดาษใบเดียว อีกทั้งไปถึงก็ได้โปรชัวร์มาเต็มไปหมด สุดท้ายเราก็ไม่เคยเอาออกมาดูอีกเลย จนต้องกำจัดทิ้งไป” และด้วยปัญหาเหล่านี้ จึงเกิดไอเดียว่า เราน่าจะทำ Business มาช่วยจัดการกระบวนการตรงนี้ให้ดีขึ้น”

“โดยตอนนั้นผมจบวิศวกรที่จุฬาฯ มารับงานประจำอยู่ที่ SCG มีหน้าที่ คือ คิดโปรเจ็คและทำงานด้านไอที รวมทั้ง ได้รู้จักกับเพื่อนสมัยเรียนมาด้วยกันที่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม ซึ่งเราทั้ง 2 คน มีความสนใจเปิดธุรกิจ กระทั่งผันตัวเองมาลองขายน้ำปั่นก่อน เนื่องจากส่วนตัวชอบกิน ประกอบกับพี่สาวทำร้านกาแฟ จนไป ๆ มา ๆ ค้นพบว่า การทำธุรกิจแบบนี้ค่อนข้างเหนื่อย แล้วอีกอย่างหนึ่งในเมื่อเรามีความรู้ทั้งด้านไอที และเพื่อนก็เขียนโปรแกรมได้ เลยตัดสินใจตั้งเป็นทีมขึ้นมา ในช่วงแรกศึกษาเรื่อง Stat up ขณะเดียวกันหางานจำพวกอีเว้นท์เข้ามาเชื่อมโยงกัน เพราะ อยากรู้ว่างานดนตรีมีจัดที่ไหนบ้าง เป็นต้น ต่อมาจึงเกิด Zip Event ซึ่งความหมายคำว่า Zip เป็นการรวบรวมงานอีเว้นท์ เข้ามาในแอพพลิเคชั่น และ platform ของเรา เพื่อสร้างความสะดวกต่อผู้ใช้งาน  ผู้จัดงาน และคนที่ต้องการค้นหางานอีเว้นท์”

ที่มาธุรกิจ Eventpop
คุณภัทรพร โพธิ์สุวรรณ์ (แม็กซ์) ผู้ก่อตั้ง Eventpop เล่าว่า “ผมเกิดมาในครอบครัวที่รับราชการ แต่ก็มีญาติที่ทำธุรกิจส่วนตัว ดังนั้นผมจึงคิดว่าการทำธุรกิจส่วนตัวน่าจะมีเวลามากกว่า จึงเกิดความฝันที่อยากทำธุรกิจกับเขาบ้าง ขณะเดียวกันช่วงที่กำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ได้เริ่มรับงานฟรีแลนซ์เกี่ยวกับซอฟแวร์เขียนโปรแกรม เนื่องจากเรียนไอทีมา พอจบมาไม่ยอมทำงานประจำ หันไปเปิดธุรกิจของตนเอง ในชื่อว่า “ซอฟแวร์เฮ้าท์” กระทั่งผ่านอะไรมาเยอะ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งทางด้านอีเว้นท์ เลยค้นพบแบล็คกราวอะไรหลาย ๆ อย่าง”

“ต่อมาผมต้องการค้นหาตัวเองเพิ่มขึ้น ออกจากบริษัทซอฟแวร์เฮ้าส์ของตนเอง มาศึกษาด้านสตาร์ทอัพ และมาอยู่ที่ Hubba พอได้ทำงานใน Hubba เล็งเห็นถึงปัญหาเรื่องการลงทะเบียน เพราะมีการจัดอีเว้นท์ เวิร์คช็อป และกิจกรรมมากมาย โดยกิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้ระบบลงทะเบียน ซึ่งตอนนั้นใช้ระบบของต่างประเทศ แต่ไม่ค่อยเข้ากับบุคลิกคนไทยเท่าไร ดังนั้นจึงพยายามหาโซลูชั่น จนกลายเป็น Eventpop  เวอร์ชั่นแรกทำกันตอนกลางคืนไม่หลับไม่นอนอยู่ประมาณ 5-6 เดือน ด้วยความโชคดีเจอคุณต๊อบ เถ้าแก่น้อยมาเปิดเนตรให้ คุยไปคุยมาได้เล่าเรื่อง Eventpop ให้เขาฟัง พี่ต็อบเลยบอกว่า ธุรกิจน่าสนใจ ควรยิ่งใหญ่กว่านี้ หลังจากนั้นกลับมาเริ่มใหม่ ลากเพื่อนออกจากงาน ขอเงินลงทุนจากพี่ต็อบมาส่วนหนึ่ง ค่อย ๆ เซ็ต Eventpop ขึ้นมาได้ประมาณ 10 เดือนกว่า เดือนหน้าครบ 1 ปี”

แอพพลิเคชั่นเมืองนอกกับของไทยแตกต่างอย่างไร “พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน ซึ่งคนไทยมองเรื่องจ่ายเงิน โอนเงิน เป็นสำคัญ และต่างประเทศไม่ค่อยเข้าใจว่า กระบวนการโอนเงินเป็นอย่างไร ดังนั้น เราพยายามทำผลิตภัณฑ์ จอง จ่าย โอนเงิน ขึ้นมา ซึ่งปรากฏว่าคนไทยแฮปปี้ จึงกลายเป็นธุรกิจ Eventpop”

เริ่มแรกทั้ง 2 ราย  ZipEvent และ Eventpop ผลิตสินค้าให้กับรายอื่น ๆ จนระยะต่อมาหันมาผลิตสินค้าของตนเอง โดยความยากง่ายซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจได้ให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า “ขณะที่เราทำสินค้าให้คนอื่นต้องมี Dead Line เหมือนเขามาขี่คอเราอยู่ แต่เมื่อมาทำเป็นของตนเองเพียงแค่ต้องให้คิดเยอะว่าจะไปต่ออย่างไรเพื่อให้ดีที่สุด รวมทั้งต้องทำโพรดักซ์ที่สามารถสร้างเติบโตในตลาดได้”

หลังจากที่สร้างผลิตภัณฑ์ของตนเอง เรามีกลยุทธ์การตั้งราคาอย่างไร?
คุณแม็กซ์ เล่าว่า “ทุกตลาดต้องมีเรทราคา แต่เราต้องดูว่าลูกค้าที่เข้ามาหาเราเขาจะคุ้มกับสิ่งที่เขาได้รับไหม รวมทั้ง ต้องดูหลักการตลาดให้ดีก่อนด้วย”

คุณเจ เล่าว่า “ลูกค้าส่วนใหญ่มีกำหนดว่าต้องจ่ายได้เท่านี้ ฉะนั้น เราต้องดูต้นทุน+กำไร+ค่าใช้จ่าย ว่าเหมาะสมกับสิ่งที่เรากำลังขายไหม”

การรักษาทีมงาน เพื่อให้อยู่รอดไปด้วยกัน?
คุณเจ เล่าว่า “สำหรับผมทีมงานสำคัญที่สุด ซึ่งการรักษาทีมงาน เราต้องจับโพรดักซ์ให้ได้ ว่าอันไหนขายดีสุด ส่วนเรื่องของรายได้ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ดังนั้น อย่างที่บอกต้องพยายามสร้างโมเดลเพื่อหารายได้เข้ามา”

คุณแม็กซ์ เล่าว่า “เหมือนกันครับ คนที่ตกลงมาอยู่กับเรา เขาให้ใจเรา ดังนั้น เราต้องให้ใจเขาด้วย และต้องทำผลิตภัณฑ์เพื่อหารายได้มาดูแลทีมงาน สิ่งสำคัญอีกอย่างฝันของทีมงานและฝันของเราต้องเดินไปด้วยกัน”

ในฐานะที่ทั้งสองท่านเป็นสตาร์ทอัพ แล้วยูนิคอร์นของสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จคืออะไร?
คุณแม็กซ์ เล่าว่า “ในมุมของผู้ประกอบการ ถ้าเราทำสินค้าแบบนี้ เพื่อหาลูกค้าแบบนี้ มันคือมิติของการลงทุน อย่างเราเปิดร้านอาหารทะเล ถ้าเป็นของสด ยังไงลูกค้าก็เข้าร้านเราแน่นอน เพราะเป็นของสดใหม่ทุกวัน อีกทั้ง เปิดร้านครั้งแรกมีลูกค้ามากิน 10 โต๊ะ วันต่อไปลูกค้าต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน ส่วนความเสี่ยงนั้น เป็นเรื่องปกติกับการลงทุนทำธุรกิจ โดยเรามองความเสี่ยงให้เป็นงานหลัก อย่างการทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่ก็คือความเสี่ยงแล้ว คีย์เวิร์ดสำคัญ “เราต้องอยู่กับความเสี่ยงโดยที่เราไม่ตาย”

คุณเจ เล่าว่า “สำหรับผมการลงทุนเป็นการหาฐานลูกค้า โดยได้ทำแอพตัวนี้ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของลูกค้า ส่วนเรื่องของความเสี่ยง ทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยงหมด แต่เราต้องรู้จักจำกัดความเสี่ยง ศึกษาความเสี่ยง ดูตลาด พูดคุยกับลูกค้าให้มากขึ้น”

Event บนแอพกับออแกไนเซอร์ แตกต่างกันไหม?
คุณเจ เล่าว่า “ออแกไนเซอร์หน้าที่หลักคือ การจัดงานให้สมูทที่สุด แต่เขาไม่ได้ทำแพลตฟอร์มที่ดีได้ ซึ่งเรามองว่า เราเข้าไปช่วยเสริมงานอีเว้นท์มากกว่า ส่วนวิธีการคิดรายได้ สามารถใช้บริการได้เลย แต่ในแง่ที่อยากได้ฟิลเจอร์เพิ่ม ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม”

คุณแม็กซ์ เล่าว่า “ปัจจุบันมีชาแนลหลากหลาย ที่เพิ่มความสะดวกโดยไม่ต้องออกจากบ้าน ไม่ต้องนั่งรถไปซื้อ ซึ่งเราไม่ได้มาแข่งกับออแเกไนเซอร์แต่มาช่วย ส่วนวิธีการคิดรายได้ คุณสามารถดาว์นโหลดแอพพลิเคชั่นใช้งานได้เลย หากต้องการบริการเพิ่ม รวมทั้งมีลูกค้าถึง 1,000 คน จะคิดค่าบริการตามรูปแบบงานครับ”

Revenue Model แบบไหนควรเหมาะกับใคร?
คุณแม็กซ์ เล่าว่า “จริง ๆ ตอบยาก ต้องดูว่าธุรกิจที่ทำคืออะไร ต้องดูการบริการที่เหมาะสมว่า ลูกค้ายอมจ่ายเงินกับอะไรมากที่สุด”

คุณเจ เล่าว่า “เหมือนกันเลยครับ เปรียบเสมือนเปิดร้านอาหารแต่ยังไม่ได้ตั้งราคา พอลูกค้าเข้ามากิน ก็วัดใจไปเลยว่าเขาจะจ่ายเงินเราเท่าไหร่”

แสดงความคิดเห็น