โอกาสส่งออกตลาดเมียนมา หลังปรับเปลี่ยนผู้นำ

ใน วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา นายทิน จ่อ วัย 69 สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเมียนมาสังกัดพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมาอย่างเป็นทางการต่อจากนายเต็ง เส่ง และนี่ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเมียนมา ซึ่งจะมีประธานาธิบดีที่ไม่ใช่ทหารเป็นคนแรก

ก่อนหน้านี้ พรรค NLD ซึ่งมีนางออง ซาน ซูจี เป็นประธานพรรค ชนะการเลือกตั้ง ส่งผลให้นายทิน จ่อ ซึ่งเป็นคนสนิทของนางอองซาน ซู จี ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานาธิบดี และชนะในการลงคะแนนในรัฐสภาเมียนมา ให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ตามความคาดหมายด้วยคะแนน 360 จากคะแนนเสียงทั้งหมด 652 คะแนน ซึ่งมากกว่า 1 ใน3 เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา

ส่วนนายขิ่น อ่อง มินท์ ซึ่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อโดยกองทัพ ได้รับคะแนนเสียง 213 คะแนนจึงได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และนายเฮนรี่ วาน ติโอ ผู้ถูกเสนอชื่อโดยสภาสูง ได้รับ 79 คะแนน เขาจึงได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 2

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่พรรค ต้องส่งนายทิน จ่อ แทนนางอองซาน ซู จี ที่ไม่สามารถขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้เอง เนื่องจากติดขัดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี ห้ามมีสมาชิกครอบครัวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า นางซูจีแต่งงานกับชาวอังกฤษ และบุตรชายทั้งสองก็มีสัญชาติอังกฤษ  แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า นางยังคงเป็นผู้กำกับควบคุมการทำงานของประธานาธิบดี

เอกชนตื่นรับความเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในครั้งนี้ จะส่งผลสำคัญต่อเศรษฐกิจเมียนมา และเชื่อมโยงมาถึงภาคธุรกิจไทยอย่างแน่นอน

ใน มุมมองของนายณัฐวิน พงษ์เภตรารัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Tharaphu Decor จำกัด และรองนายกสมาคมนักธุรกิจไทยพม่า กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมานักธุรกิจจะไม่ค่อยรู้จักบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งมากนัก เพราะการจำกัดการเผยแพร่ข่าวสารในเมียนมา แต่นักธุรกิจต่างมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของเศรษฐกิจเมียนมา ซึ่งน่าจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวได้ถึง 8%

สำหรับ นโยบายด้านการบริหารและเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะมีกระแสข่าวว่า จะมีการปรับโครงสร้างการบริหารของกระทรวงต่าง ๆ ที่ซ้ำซ้อน ซึ่งในจำนวนนี้น่าจะมีกระทรวงด้านเศรษฐกิจด้วย นโยบายด้านการลงทุนหลายฝ่ายยังมองว่ารัฐบาลชุดนี้ ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  และความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

อย่าง ไรก็ตาม มองว่าการกำหนดนโยบายอาจจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แต่ผลที่เห็นทันทีคือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตในเมียนมาแข็งค่าขึ้น แต่ยังมีแนวโน้มแกว่งแรงและประเมินยาก

ส่วนมาตรการคว่ำบาตรทาง เศรษฐกิจ (แซงชั่น) ของต่างประเทศที่มีต่อเมียนมาว่า ขณะนี้สหภาพยุโรปได้ยกเลิกมาตรการแซงชั่นไปแล้ว เหลือเพียงสหรัฐฯ ซึ่งทางรัฐบาลเมียนมาพยายามกดดันให้เร่งยกเลิกมาตรการโดยเร็ว

ใน ด้านกระทรวงพาณิชย์ “นายสุวิทย์ เมษินทรีย์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่าปัญหาการส่งออกจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จะต้องปรับ ยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดอาเซียน ซึ่งมีสัดส่วน  25% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย โดยเฉพาะตลาดเมียนมาถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เพราะในปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP) ของเมียนมาขยายตัวสูงสุด 8.5%

จากรายงานของกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในปี 2558 เมียนมาทำการค้ากับไทย มูลค่า 7,740.93 ล้านเหรียญสหรัฐ  แยกเป็นไทยส่งออก มูลค่า 4,174.84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้าจากเมียนมา 3,566.09 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนในปี 2559 ในช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์) ไทยส่งออกไปตลาดเมียนมา มูลค่า 698.38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 2.06% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และนำเข้า 438.40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 36.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ตามตาราง)

สำหรับสินค้าส่งออกไปตลาดเมียนมาที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป ปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และอุปกรณ์ส่วนประกอบ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว และผ้าผืน เป็นต้น

ส่วนสินค้านำเข้าจากเมียนมาที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์มีชีวิตไม่ได้ทำพันธุ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ไม้ซุงไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งจากผักและผลไม้ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็งแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป กล้อง เลนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป เป็นต้น

สำหรับ แผนยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออกปีนี้ มุ่งเน้นกลยุทธ์ Deepening ASEAN  เพื่อเจาะลึกลงสู่เมืองรองของแต่ละประเทศ  เช่น มัณฑะเลย์, เมียวดี และมะริด มากขึ้น โดยมีกำหนดการจัดกิจกรรมนับ 10 โครงการ ไม่ว่าจะเป็น การจัดงานแสดงสินค้าไทย (Thailand Week) การจัดงานแสดงสินค้า Mini Thailand Week ที่เมืองตองยี การจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกร่วมกับห้างสรรพสินค้าในเมืองย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ เมียวดี มะริด และทวาย เป็นต้น การจัดคณะผู้แทนการค้า การนำคณะผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมงานผ่านโครงการ SME Proactive และการจัดโครงการฝึกอบรมนักธุรกิจไทย (DITP AEC Club) เป็นต้น

หลัง จากนี้ ทุกภาคส่วนยังต้องจับตามองการปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหาร และนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ก่อนวางแนวทางผลักดันการส่งออกสู่”เมียนมา”ขุมทองแห่งใหม่ของอาเซียน

 

โอกาสส่งออกตลาดเมียนมา หลังปรับเปลี่ยนผู้นำ

798 Total Views 3 Views Today
แสดงความคิดเห็น