ทั่วโลกจับตาเหตุการณ์ Brexit หลังอังกฤษออกจากอียู

นายกฯ อังกฤษประกาศลาออก หลังฝ่าย Brexit ชนะ ขณะที่สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือเห็นพ้องยังต้องการอยู่ในอียู ทั่วโลกต่างจับตามอง

คณะกรรมการการเลือกตั้งของสหราชอาณาจักรออกมาประกาศผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการแล้วว่า ประชาชนลงมติให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 52 ต่อ 48 ซึ่งผู้ที่ลงคะแนนให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปด้วยคะแนนมากกว่า 17,400,000 เสียงมากกว่าฝ่ายที่สนับสนุนให้อยู่สหภาพยุโรปต่อไปเกือบ 1,270,000 เสียง แม้ว่าหนึ่งในสหราชอาณาจักรอย่าง สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้อยู่ในอียูต่อไป

หลังจากผลการลงประชามติออกมาว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากอียู อาจทำให้ผู้นำของสกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือมีการประกาศว่าจะขอลงประชามติออกจากสหราชอาณาจักร เนื่องจากสกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือไม่ต้องการออกจากอียู ซึ่งสกอตแลนด์โหวตสนับสนุนการอยู่ในอียูด้วยคะแนนล้นหลามที่ 62 ต่อ 38 เพราะฉะนั้นการที่สกอตแลนด์ต้องออกจากอียูตามอังกฤษ จะกลายเป็นการฝืนมติมหาชนชาวสกอตแลนด์ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีการทำประชามติในปีหน้า และครั้งนี้เป็นไปได้ว่าสกอตแลนด์จะสามารถประกาศเอกราชได้สำเร็จ หลังจากล้มเหลวไปในการประชามติเมื่อ 2 ปีก่อน เช่นเดียวกับไอร์แลนด์เหนือที่อาจจะประกาศแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรไปรวมกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์อย่างสมบูรณ์แบบ

brexit-map

ภาพจาก BBC

จากสถานการณ์ดังกล่าว มีผลโหวตจากทางฝั่งฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ โดยทั้งสองชาติมีแนวโน้มต้องการทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีแนวโน้มออกจากอียูตามอังกฤษมากที่สุด เพราะผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 54 ต้องการทำประชามติแบบอังกฤษ

นอกจากนี้ เพียงไม่นานหลังจากที่คณะกรรมการเลือกตั้งของอังกฤษประกาศผลการลงประชามติ อย่างเป็นทางการว่า ประชาชนลงมติให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป นายเดวิด คาเมรอนประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษแล้ว โดยจะลงจากตำแหน่งในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บลูมเบิร์ก ได้สรุปภาพรวมตลาดโลกวันนี้ว่า ตลาดหุ้นร่วงลงติดลบ 7.5% หุ้นแบงก์กระทบหนัก Barclays -30% RBS -35% Lloyds -29% ค่าเงินผันผวนโดยค่าเงินปอนด์ร่วงลงไปแรงที่สุดในรอบ 31 ปี ไปเกือบร้อยละ 10 อยู่ที่ 1.34 ดอลลาร์ นับตั้งแต่ปี 1985 โดยธนาคารกลางอังกฤษยืนยันพร้อมใช้เงิน 250,000 ล้านปอนด์ฉุกเฉิน เพื่อพยุงเศรษฐกิจอังกฤษ หลังออกจากอียู เพื่อรักษาเสถียรภาพ ส่วนตราสารหนี้ ทองคำพุ่งขึ้นสูง ขณะที่ตลาดหุ้นฝรั่งเศสติดลบ 8% และเยอรมนีลบ 9.94% ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตลาด ร่วงไปกว่า 3% ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี

สำหรับผู้ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายเดวิด คาเมรอน คือนายบอริส จอห์นสัน อดีตผู้ว่าการกรุงลอนดอน และแกนนำฝ่ายหนุน Brexit สมญานามว่าเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งอังกฤษ” ส่วนการออกจากอียูของอังกฤษอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในทันที อาจต้องทำการร่างสนธิสัญญาฉบับใหม่ขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญสำหรับผลกระทบต่อสหภาพยุโรปจากการที่อังกฤษออกมานั้น จะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายตามมา เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของอังกฤษเป็นตัวช่วยพยุงสถานะทางการเงินของสหภาพยุโรป

ก่อนหน้านี้ ทางอียูได้มีการขู่ตัดขาดญาติมิตรสหายหากอังกฤษต้องการออกจากอียู ซึ่งจะทำให้อังกฤษตกอยู่ในสภาพเหมือนประเทศไทย ที่มีเพียงข้อตกลงใน WTO เท่านั้นในการช่วยเหลือทางการค้า และจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจของอังกฤษต่อจากนี้

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการถอนตัวจากอียูของอังกฤษจะยังส่งผลกระทบต่ออาเซียนในแง่สำคัญบางอย่าง เนื่องจากอังกฤษจำเป็นต้องหาพันธมิตรทางการค้าใหม่จากเดิม ซึ่งอาเซียนจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพอย่างมากที่อังกฤษต้องการ

1014 Total Views 2 Views Today
แสดงความคิดเห็น