ละครใบ้ ศิลปะนอกสายตา

เมื่อพูดถึง “ละครใบ้” หลายคนอาจจะนึกถึงละครคนหน้าขาว ที่ผู้แสดงทาหน้าเป็นสีขาว และใช้ท่าทางสื่อสารถึงเรื่องราวต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ละครใบ้นั้นไม่จำเป็นต้องแสดงโดยคนหน้าขาว

หากแต่หมายถึงการแสดงที่ใช้เพียงมือเปล่ากับวัสดุไม่กี่อย่าง  เพื่อแสดงท่าทางและวาดลวดลายสร้างเป็นเรื่องราว   โดยไม่มีการใช้คำพูดสื่อสารใด ๆ ใช้เพียงแต่อวัจนภาษาเป็นหลัก และถึงแม้จะปราศจากคำพูด แต่อวัจนภาษาก็ถือเป็นการสื่อสารที่ไร้พรหมแดน ซึ่งไม่ว่าผู้ชมจะเป็นชาติใด ภาษาใด ต่างก็สามารถเข้าใจได้ถึงอวัจนภาษาเหล่านั้น

ภายใต้ความเงียบ แต่การสื่อสารด้วยอวัจนภาษา กลับทำให้สายตาทุกคู่ถูกดึงดูดให้จดจ่อและเพลิดเพลินไปกับจินตนาการ สร้างทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน หรือแม้กระทั่งน้ำตา และความเศร้า รวมไปถึงแง่คิดต่าง ๆ มากมาย ที่สอดแทรกอยู่ภายใต้การสื่อสารนั้น ๆ

ละครใบ้ หรือ Pantomime นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย ค.ศ. 1955 โดยชาวอเมริกัน และถูกเผยแพร่ไปในยุโรป ในช่วงหลังสงครามโลกที่ 2 โดย les Enfants Du Paradis ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Charlie Chaplin ดาราตลกผู้โด่งดัง และพัฒนามาเป็น Mr. Bean ที่รู้จักกันทั่วโลก

ไม่เพียงเท่านั้น ท่าเต้น Moon Walk ของ Micheal Jackson นั้นยังช่วยปลุกกระแส Pantomime ขึ้นมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับท่า Robot ของ Marcel Marceau ก็ทำให้ Pantomime โด่งดังไปทั่วโลก

สำหรับคณะละครใบ้ในประเทศไทยที่เป็นที่รู้จักกันนั้น คงจะหนีไม่พ้น กลุ่มคนหน้าขาว ซึ่งก่อตั้งโดย ไพฑูรย์ ไหลสกุล ซึ่งได้เรียนการแสดงละครใบ้มาจาก อ. มิลาน สลาเดค นักแสดงละครใบ้ชาวเยอรมัน โดยได้เปิดแสดงละครใบ้ตั้งแต่ปี 2527  ตามสถานที่ต่าง ๆ เรื่อยมา จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการเปิดหลักสูตรสอนการแสดงละครใบ้ให้กับกลุ่มนักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ

โดยในการเรียนการสอนละครใบ้นั้น  จะต้องสอนตั้งแต่หลักในการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่าง  ๆ ให้เป็นจังหวะ การใช้ร่างกายในการสร้างจินตนาการเลียนแบบธรรมชาติ รวมไปถึงการเลียนแบบท่าทางต่าง ๆ เช่น การจับกระจก การดึงเชือก รวมไปถึงการสร้างสิ่งของ และการสร้างตัวละคร ฯลฯ

นักเรียนที่ผ่านการอบรมและกลายเป็นนักแสดงละครใบ้แนวหน้า เช่น คณะละคร Baby Mime, Yano Mime และ Mute Mime ที่หลายท่านรู้จักกันดีจากการประกวด Thailand Got Talent ในปี 2555

ถึงแม้ว่าละครใบ้จะเริ่มขยายวงกว้างเป็นที่สนใจของเด็กรุ่นใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถ แต่หากพูดถึงความนิยมที่แท้จริงนั้นยังจัดว่าน้อยมาก และยิ่งถ้าพูดถึงคณะละครใบ้ที่สามารถแสดงโดยมีผู้ยินยอมจ่ายค่าบัตรเข้าชมนั้นยิ่งน้อยกว่า ประกอบกับพื้นที่สำหรับการแสดงละครใบ้ในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้พื้นที่ข้างถนนหรือลานกว้างตามสถานที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งมักจะถูกไล่ที่อยู่เสมอ ๆ จึงทำให้ละครใบ้ในเมืองไทยแทบจะไม่อยู่ในสายตาของบุคคลทั่วไปเลยก็ว่าได้

หากมีโอกาสลองเปิดใจให้ละครใบ้เข้ามาอยู่ในสายตาเหมือนเช่นที่เคยชื่นชอบท่า Moon Walk หรือท่า Robot เหมือนที่เคยขำกลิ้งไปกับ Charlie Chaplin และ Mr. Bean แล้ว  ละครใบ้อาจจะช่วยสร้างสีสันในชีวิตคุณมากขึ้นค่ะ

1225 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น