The Art of Tattoo

Tattoo หรือรอยสัก เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นที่ยอมรับและแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ในสายตาของคนอีกจำนวนมาก รอยสักก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของคนเกเร เถื่อน สกปรก และยิ่งถ้าเป็นการสักยันต์ลงอักขระยิ่งมักจะถูกมองว่าเป็นพวกเล่นของหรือพึ่งไสยศาสตร์ แลดูเป็นบุคคลที่น่ากลัวและไม่น่าเข้าใกล้ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะละครหรือภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพพจน์เหล่านั้น

ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว รอยสักนั้นมีเรื่องราวความเป็นมาที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตั้งแต่ในอดีต และข้ามผ่านกาลเวลาอันเนิ่นนามมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งเราพบว่ารอยสักนั้นไม่เพียงแต่จะเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต และบ่งบอกถึงตัวตนของแต่ละบุคคลแล้ว ยังเป็นเสมือนวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนในหลากหลายชนชาติ

คำว่า Tattoo นั้น มีรากศัพท์มาจากคำว่า tatau ของชาว Tahiti ซึ่งอาศัยอยู่ตามเกาะในโอเชียเนีย ในขณะที่ชาว Samoa หนึ่งในชนเผ่ากลุ่ม Polynesia ซึ่งจัดอยู่ในเดียวกับ Tahiti กลับเรียกรอยสักว่า Pe’a ซึ่งทั้ง 2 เผ่าต่างให้ความสำคัญกับรอยสัก โดยรอยสักของชาว Tahiti นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งและอดทน ซึ่งมักจะสัก เส้นโค้ง ในขณะที่ชาว Samoa จะเน้นรอยขีดและเส้นตรง โดยมีความเชื่อว่ารอยสักนั้นบ่งบอกถึงความเป็นชายอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่อดทนต่อการสักไม่ได้ ถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย และไม่เพียงเท่านั้น ผู้หญิงของชนเผ่านี้ก็นิยมการสักเช่นกัน หากแต่ลวดลายจะแตกต่างไป เรียกว่า Malu ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงการเติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัว

ส่วนเผ่า Maori อีกชนเผ่าใน Polynesia กลับใช้รอยสักบ่งบอกถึงความมีฐานะและดึงดูดเพศตรงข้าม โดยการสักบนหน้าของตัวเอง ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า Ta moko ในขณะที่ชนเผ่าบนเกาะ Papua New Guinea กลับสักเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง โดยเริ่มสักตั้งแต่อายุ 5 ขวบและจะสักเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งหากหญิงคนใดแต่งงานแล้วก็จะสักเป็นรูปตัววีที่คอ

นอกจากนี้ยังมีชนเผ่าต่าง ๆ อีกมากมายที่ใช้รอยสักในการบ่งบอกความหมายต่าง ๆ บางชนเผ่าเชื่อว่าการสักเป็นการยืมพลังจากภูตผีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและคุ้มครองภัย ฯลฯ
รอยสักได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลและถูกเผยแพร่ไปสู่ทั่วโลกโดยบรรดานักเดินเรือที่เดินทางไปเกาะต่าง ๆ และนำรอยสักออกมาเผยแพร่ เกิดเป็นรอยสักยุคที่เรียกว่า Old School Tattoo ในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเริ่มมีการใช้เฉดสีต่างๆ แต่ไม่มาก เป็นภาพการ์ตูนสองมิติบ้าง เป็นภาพเกี่ยวกับการเดินเรือบ้าง ความรักบ้าง

หลังจากนั้นจึงเริ่มเกิด New School Tattoo ที่เปลี่ยนจากภาพสองมิติเป็นสามมิติ และมีสีสันฉูดฉาดขึ้น นอกจากนี้รอยสักยังแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น Portrait Tattoo ที่เป็นภาพเสมือนจริง Japanese Tattoo ที่เรียกกันว่า Irezumi ซึ่งในช่วงแรกนั้นยังมีคุณค่าทางจิตวิญญาณและบ่งบอกถึงสถานะ แต่ในระยะหลังตั้งแต่ยุค Kofun ก็เริ่มมีความหมายในแง่ลบ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอาชญากรและการลงโทษ จนกระทั่งปัจจุบันชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไปเชื่อกันว่าคนที่สักนั้นมีความเกี่ยวข้องกับพวกยากูซ่า ถึงขั้นมีการรณรงค์ให้องค์กรธุรกิจปลอดคนที่มีรอยสัก

The Art of Tattoo2

 

สำหรับประเทศไทยเองนั้นก็มีการสักยันต์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีต้นกำเนิดมาจากกัมพูชา โดยผู้ชายไทยสมัยก่อนเชื่อว่าการสักคาถาหรือยันต์นั้นจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง ทำให้อยู่ยงคงกระพัน หรือทำให้มีเสน่ห์เป็นที่รักใคร่ของผู้คน ซึ่งการสักยันต์นั้นจะมีพิธีกรรมและข้อปฏิบัติหลายอย่างที่ไม่เหมือนกับการสักทั่วไป จึงทำให้ผู้ที่สักยันต์มักมีภาพพจน์ด้านไสยศาสตร์ การเป็นนักสู้ และรวมถึงนักเลงหัวไม้ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การสักเป็นเรื่องที่คนไทยทั่วไปไม่ค่อยชื่นชอบ

นอกจากนี้การสักก็ยังมีรูปแบบและความชื่นชอบที่แตกต่างกันอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสักเป็นรอยนูนและไม่เน้นสีสัน การสักคำพูดหรือประโยคที่มีความหมาย เพื่อเตือนสติ หรือเป็นที่ระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และการสักแบบ Watercolor Tattoo เป็นการสักแนวใหม่ที่ทำให้สีเบลอคล้ายเพ้นท์ด้วยสีน้ำ ฯลฯ

ตราบใดที่ศิลปะยังคงมีชีวิตอยู่บนโลก รอยสักก็ยังคงเป็นศิลปะที่ไม่น่าจะมีวันตายจากไปเช่นกัน หากแต่จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด จะสามารถเข้าถึงในทุกผู้คนได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับศิลปินผู้สร้างสรรค์ให้เกิดความงาม และผู้ที่หลงใหลในรอยสักว่าจะสามารถสร้างให้เกิดภาพพจน์ที่ดีขึ้น และลบความรู้สึกด้านลบได้หรือไม่

579 Total Views 1 Views Today
แสดงความคิดเห็น