นักธุรกิจหนุ่มกล้าฝัน ! เจาะตลาดผลไม้จีน ยอดขาย 20 ล้าน

คุณพศิน อุตตวงศ์ นักธุรกิจหนุ่มหน้าใหม่วัย 25 เจ้าของแบรนด์ “Mandarin Best (蜜桔)” เด็กหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่น สานฝันตัวเองบนเส้นทางของการทำธุรกิจ ต่อยอดธุรกิจครอบครัวผสมผสานการทำงานในยุคเก่าและปัจจุบันได้อย่างลงตัว ประสบความสำเร็จนำเข้าส่งออกสินค้าแดนมังกรสร้างยอดขายกว่ายี่สิบล้านต่อปี

คุณพศิน อุตตวงศ์ หรือกุ้ง เติบโตมากับครอบครัวซึ่งทำธุรกิจกับจีนโดยการนำเข้ากระเทียมโทนจากมณฑลยูนนาน และกระเทียมกลีบจากมณฑเสฉวน คือ บริษัท ประยงค์การเกษตร โดยเป็นบริษัทนำเข้ากระเทียมจากจีนสู่ไทยที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ที่ใหญ่ที่สุดในเขตภาคเหนือ มีโรงงานสำหรับทำบรรจุภัณฑ์ใน จ.เชียงราย เพื่อกระจายสินค้าทั่วเขตภาคเหนือ รวมถึงส่งสินค้าทั่วเขตภาคกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ตลาดไท จ.ปทุมธานี

เนื่องจากที่บ้านทำการค้ากับประเทศจีน หลังจากจบ ม.ต้น ทางบ้านได้ตัดสินใจส่งคุณพศินไปเรียนต่อที่ประเทศจีน โดยคุณกุ้งเลือกเรียนด้านอักษรศาสตร์ เพราะต้องการนำความรู้ด้านภาษามาพัฒนาต่อยอดธุรกิจของที่บ้าน โดยช่วงที่เรียนก็ได้ศึกษาและมองหาลู่ทางว่ามีธุรกิจอะไรที่เหมาะสมตัวเอง หลังจากจบปริญญาตรี ก็กลับมาบ้าน และเริ่มทำธุรกิจ

โดยคุณพศินเล่าเรื่องราวตอนเริ่มต้นทำธุรกิจและความสำเร็จว่า“พื้นฐานธุรกิจที่บ้านมีอยู่แล้ว เราก็มาทำต่อให้ดีขึ้น ทำให้เป็นรูปแบบและเป็นระบบมากขึ้น เดิมที่ที่บ้านทำแต่กระเทียม ก็แตกไลน์ออกมาทำธุรกิจเกี่ยวกับผลไม้ ที่บ้านก็สนับสนุน จากนั้นก็เริ่มดำเนินการ โดยศึกษาดูตลาดที่เมืองไทย สังเกตพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย สำรวจว่าบ้านเรากินผลไม้อะไรบ้างที่มาจากจีน ก็มีส้ม องุ่น เป็นหลัก จากนั้นก็สืบหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หาแหล่งผลิตว่าอยู่ที่ไหน มณฑลอะไร ดูโรงงาน เมื่อได้ข้อมูลพอสมควรก็ตัดสินใจบินไปดูงานสถานที่จริง จากนั้นก็ตัดสินใจส่งมาที่เมืองไทยทันที โดยที่เราไปควบคุมคุณภาพเองที่นั่น”

“แต่ช่วงแรก ๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุน เป็นเพราะใจร้อน และมีประสบการณ์น้อย  ไม่ได้วิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนทุกด้าน เช่น เรื่องราคา การบรรจุหีบห่อ และคุณภาพของสินค้า จากนั้นก็มาทบทวนใหม่ ว่าเราลงทุนไปแล้ว ต้องทำให้ถึงที่สุด และที่บ้านก็ให้การสนับสนุน ไม่ท้อ ตัดสินใจมุ่งมั่น ศึกษาและแก้ปัญหาที่เราเจอมา ใส่ใจทุกรายละเอียด ควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ การเข้าตู้คอนเทนเนอร์ การคุมอุณหภูมิ คำนวณระยะเวลาถึงไทย ต้องละเอียดทุกอย่าง จากนั้นก็เริ่มดีขึ้น มีตลาดรองรับหลายตลาดขึ้น เริ่มทำสินค้าอีกหลายชนิด จากที่ขาดทุนในช่วงแรกผ่านไป 1-2 ปีก็ได้ทุนคืน ปัจจุบันก็ลงตัวในระดับหนึ่ง มียอดขายต่อปีอยู่ที่ประมาณ 18-20 ล้านบาท”

จากที่การทำธุรกิจต้องเผชิญกับปัญหามากมาย คุณพศินเล่าถึงวิธีก้าวข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านั้นให้ฟังว่า“การทำธุรกิจมีความเสี่ยง และต้องเจออุปสรรคเหมือนกันหมด ที่ผ่านมาได้เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์เมื่อล้มเหลว หลังจากที่พลาด เราเอาสิ่งที่พลาดมาคิด มาทบทวน แล้วหาแนวทางแก้ไข อีกอย่างคือต้องอดทน ไม่ท้อถอย เราไม่ท้อเสียอย่างต่อให้ยากแค่ไหนก็สามารถหาหนทางแก้ปัญหาได้ และที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจจากที่บ้าน ซึ่งคอยสนับสนุนและเชื่อมั่นในตัวเรามาตลอด”

ครอบครัวนอกจากจะเป็นกำลังใจที่ดีแล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณพศินในการทำงานอีกด้วย “แรงบันดาลใจในการทำงานมาจากที่บ้าน เพราะทำธุรกิจด้านนี้อยู่แล้ว อยากจะสานต่อ อีกทั้งยังส่งให้ไปเรียนที่จีน เราก็มองว่าต้องเหนือกว่าคนอื่นเพราะเราได้เปรียบด้านภาษา ถือว่ามีโอกาสแล้วต้องทำตรงนี้ให้ดีที่สุด การได้ไปอยู่ที่จีนทำให้เห็นช่องทาง แล้วบวกกับพื้นฐานจากทางบ้านที่มีอยู่แล้ว เหล่านี้เป็นตัวผลักดันและเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน อีกส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเราเองด้วย อยากประสบความสำเร็จ อยากมีฐานะที่ดีเพื่ออนาคตจะได้ไม่ลำบาก อีกทั้งยังเป็นคนชอบเดินทาง ชอบความเสี่ยง ซึ่งธุรกิจแน่นอนว่าเป็นเรื่องเสี่ยง มองเห็นเป็นความท้าทาย ว่าเราจะมีความสามารถแค่ไหนที่จะชนะและประสบความสำเร็จในเกมได้”

ส่วนเรื่องการเอาชนะคู่แข่ง คุณพศินวิเคราะห์ว่า“ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าจากจีนเยอะ คู่แข่งจึงมีมากมาย แต่เรามีข้อได้เปรียบ อย่างแรกคือเรื่องภาษา พูดภาษาจีนได้ โดยไม่ต้องผ่านล่าม ทำให้การสื่อสารเข้าใจชัดเจนไม่มีความคลาดเคลื่อน สองคือเราลงพื้นที่จริง เช็กสินค้า ควบคุมคุณภาพเองทุกอย่าง  อีกอย่างก็เรื่องคอนเน็กชั่น เรามีเครือข่ายเดิมที่มีอยู่แล้วจากธุรกิจที่บ้าน ซึ่งตรงนี้ก็ช่วยได้เยอะ ทั้งหมดนี้คือข้อได้เปรียบจากคู่แข่งเจ้าอื่น”

ส่วนในเรื่องกลยุทธ์การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น นักธุรกิจหนุ่มมองว่าภาษาเป็นเรื่องสำคัญ และการทำงานในแบบเก่าและยุคปัจจุบันสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกันได้

“อย่างแรกมองเรื่องการสื่อสาร เราเข้าใจภาษา คือพูดจีนได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ  เพราะเมื่อเข้าใจภาษาแล้วทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ ง่ายขึ้น ต่อมาคือการลงพื้นที่จริง ต้องไปดู เพราะเราจะสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้ และเรื่องการเรียนรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ต้องศึกษาวิธีการทำงานของที่บ้าน วิธีการแบบเก่าที่ดีก็นำมาปรับใช้กับวิธีการแบบใหม่ กลยุทธ์แบบเก่ากับกลยุทธ์ในปัจจุบันเราสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันได้ ยุคเดิมไม่มีไอทีไม่มีโซเชียล เราก็นำเทคโนโลยีตรงนี้เข้ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

สุดท้าย คุณพศินได้วิเคราะห์ธุรกิจของตนเอง และวางแนวทางการพัฒนาเพื่อต่อยอดการทำงานไว้ว่า“มองว่าธุรกิจตัวเองตอนนี้อยู่ในระดับกลาง ๆ และกำลังจะพัฒนาก้าวไปอีกหนึ่งขั้น แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่ชัดเจนว่าเป็นขั้นไหน ถึงอย่างไรก็จะไม่หยุดพัฒนา จะต้องประสบความสำเร็จให้มากกว่านี้ ปีนี้มีแนวโน้มที่ดีมากเนื่องจากตลาดดูดีคึกคักกว่าปีที่แล้วซึ่งค่อนข้างซบเซา กำลังการซื้อตอนนี้กำลังมา ทำให้ต้องบินไปเมืองจีนตลอด ไปดูแนวโน้มตลาด ไปดูสินค้าของเราว่ามีข้อผิดพลาดหรือมีข้อบกพร่องตรงไหน นอกจากนี้ยังเข้มงวดดูแลเรื่องการขนส่ง เล็งขยายตลาดที่มองไว้ในอนาคต รวมถึงมองในเรื่องของการแปรรูปสินค้า  ซึ่งเป็นแผนการที่มองไว้ในอนาคตอีกด้วย”

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

 

BBL_SME_-SME-In-Focus_V5 (1)

 

 

แสดงความคิดเห็น