ศิลปะไทยร่วมสมัย Thai Contemporary Art

หากพูดถึงคำว่า ศิลปะร่วมสมัย เราอาจจะยังดูสับสนว่ามันคืออะไร มีรูปแบบที่ชัดเจนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งถ้าจะว่ากันแล้วบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องศิลปะคงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก แต่หากพูดถึงศิลปะไทยร่วมสมัย กลับทำให้เรารู้สึกเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เพราะความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปะไทย ที่ถึงแม้จะถูกผสมผสานหรือปรับแต่งดัดแปลงให้ดูทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นศิลปะไทยอยู่นั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นศิลปะไทยประเภทไหนก็ตาม ล้วนเต็มไปด้วยความอ่อนช้อย งดงาม มีลวดลายและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปั้น การแกะสลัก หรือการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพราะคนไทยในสมัยก่อนนั้นมักนิยมสร้างงานศิลปะเพื่ออุทิศให้พระศาสนา แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป วัฒนธรรมและศิลปะตะวันตกเริ่มเข้ามา ศิลปะของไทยจึงถูกนำมาผสมผสานกลมกลืนกับศิลปะแนวใหม่ ๆ จนกลายเป็นศิลปะไทยร่วมสมัย ทั้งนี้อาจจะรวมถึงภาพที่มีลวดลายอ่อนช้อย อย่างเช่น ลายกนก ฯลฯ ที่เป็นศิลปะแบบไทย ๆ แทรกอยู่ หรืออาจจะเป็นภาพแนว Abstract (นามธรรม) ที่ผู้พบเห็นอาจจะไม่เข้าใจแต่กลับได้อารมณ์ความเป็นไทยที่แอบแฝงอยู่ ซึ่งสะท้อนจากความเป็นไทยที่สั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณของศิลปินไทยนั่นเอง

ศิลปะไทยร่วมสมัยนั้นมีที่มาตั้งแต่สมัยขรัวอินโข่ง ศิลปินผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นจิตรกรเอกประจำรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ปฏิวัติการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังของไทย จากเดิมที่มีลักษณะแบน ๆ เป็นการเล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ อยากจะวาดภาพมุมไหนก็วาด ให้กลายเป็นการเขียนภาพแบบมีระยะ มีเส้นนำสายตา ซึ่งเป็นเทคนิคการเขียนภาพฝาผนังแบบตะวันตก ทำให้ภาพเกิดความลึกและแตกต่างออกไปจากเดิม ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนยุคจิตรกรรมไทย

ศิลปะไทยร่วมสมัย 1
จนกระทั่งชาวอิตาลีนาม Corrado Feroci (หรือศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี) ได้เดินทางเข้ามารับราชการในประเทศไทยในอีก 2 รัชกาลต่อมา คือ สมัยรัชกาลที่ 6 และได้กลายเป็นผู้วางรากฐานศิลปะไทยแบบร่วมสมัยขึ้น โดยได้ถ่ายทอดความรู้ด้านศิลปะตะวันตกและศิลปะสมัยใหม่ให้แก่เยาวชนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกายวิภาคศาสตร์ คือการเขียนภาพคนและสัตว์ให้ถูกต้องตามลักษณะกระดูกและกล้ามเนื้อ การใช้สีตามทฤษฎีสี การเขียนภาพให้ดูมีความลึก หรือที่รู้จักกันว่าภาพ Perspective รวมไปถึงปรัชญาทางศิลปะ ฯลฯ ซึ่งถูกถ่ายทอดต่อมาเป็นรุ่น ๆ จวบจนทุกวันนี้

โดยศิลปะไทยร่วมสมัยในช่วงแรก ๆ นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแนวเหมือนจริงตามธรรมชาติ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามศิลปะตะวันตกที่ถ่ายทอดมาสู่คนไทย จากการที่อาจารย์สอนศิลปะได้เดินทางไปศึกษาศิลปะในยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี ทำให้ได้รับอิทธิพลงานศิลปะประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแนว Impressionism (การตวัด พู่กันเป็นเส้นสั้น ๆ โดยไม่ได้ผสมหรือแยกเป็นสีใดสีหนึ่ง ทำให้ได้ภาพที่มีชีวิตชีวา) หรือ Postimpressionism (การแสดงออกทางความรู้สึก  อารมณ์  และจิตวิญญาณ มากกว่ามุ่งนำเสนอความเป็นจริงทางวัตถุ สื่อผ่านการใช้สีที่รุนแรงและเกินความเป็นจริง โดยเน้นความพอใจของศิลปินเป็นหลัก ไม่ยึดถือกฎเกณฑ์ใด ๆ ในอดีต)

หรือ Cubism (การนำเอารูปทรงเลขาคณิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทรงกลม ทรงกรวย หรือ ทรงกระบอก มาปรับเปลี่ยนให้รับกัน โดยไม่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร แต่ยังคงสื่อถึงเนื้อหาภายในภาพ) ศิลปะไทยร่วมสมัยในช่วงนั้นยังมักจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาพุทธหรือความเชื่อในฝั่งตะวันออกอยู่ ต่อมาจึงค่อย ๆ กลายมาเป็นแนวเพื่อชีวิต และสะท้อนสังคมในช่วง 14 ตุลาคม 2516 หลังจากนั้นเมื่อศิลปินมีความเป็นอิสระมากขึ้น จึงมีการใช้เทคนิคและวัสดุต่าง ๆ ในการนำเสนอความคิดของตัวเอง ที่เรียกว่า Conceptual Art  มากขึ้น ในส่วนของสถาบันการศึกษาเองก็เริ่มมีการเรียนการสอนศิลปะร่วมสมัยมากขึ้น แวดวงศิลปะจึงขยายตัวและเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไปยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น