Warcraft : The Beginning

Warcraft : The Beginning เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีผจญภัยเรื่องหนึ่งที่มีแฟนพันธุ์แท้รอคอยตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย ด้วยเพราะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเกมฮิตซึ่งเป็นที่นิยมทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้หลาย ๆ คนลังเลที่จะชม เพราะเกรงว่าจะไม่เข้าใจเนื้อเรื่อง เพราะเกมนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1994 และพัฒนาเป็นภาคต่าง ๆ มาแล้วหลายภาค ถ้าจะว่าไปแล้วเรื่องราวคงยาวเหยียดเหมือน The Lords of The Ring ยังไงยังงั้น

ผลสุดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้ก็กวาดรายได้ไป 422.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ใช้ทุนสร้างไป 160 ล้าน กำไรไป 200 กว่าล้านเอง เบา ๆ

และคาดว่าน่าจะมีภาค 2 ต่อไป เพราะไหน ๆ ผู้สร้างก็ตั้งใจตั้งชื่อว่า Warcraft : The beginning แล้ว และเนื้อเรื่องในภาคนี้ก็แค่เริ่มต้นเท่านั้นเองจริง ๆ

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า อาณาจักรออร์คกำลังจะล่มสลาย เผ่าพันธุ์ออร์ค (Orcs) จึงละทิ้งถิ่นฐานของตัวเองมาสร้างอาณาจักรขึ้นใหม่ โดยมีเป้าหมายที่อาซีรอธ (Azeroth) อันศิวิไลซ์และเงียบสงบ เมื่อจอมเวทย์ Gul’dan ได้เปิดประตูมิติระหว่างสองโลกออก กองทัพของออร์ค นำโดยแม่ทัพ Durotan (รับบทโดย Toby Kebbell : Dr.Doom ใน Fantastic Four 2015) จึงได้บุกเข้ามายัง  Azeroth กษัตริย์ Llane Wrynn และราชินี Taria จึงให้แม่ทัพ Lothar (รับบทโดย Travis Fimmel พระเอกจาก ซีรีย์ Viking) พร้อมพ่อมด Medivh (Ben Foster) และ Khadgar (Ben Schndtzer) ช่วยกันปกป้องแผ่นดินเกิด  วีรบุรุษของทั้งสองเผ่าพันธุ์จึงต้องมาปะทะกัน เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามศึกสองพิภพ

จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ หนีไม่พ้นเรื่องของ CG ที่กำลังเป็นที่ฮิตไม่ว่าเรื่องไหน ๆ ก็ใช้กัน แต่ของใครจะเนียนกว่าก็ต้องพิสูจน์กันไป สำหรับเรื่องนี้แล้วขอบอกว่าตัว Orcs ทั้งหมดนั้นเป็น CG ค่ะ (ไม่บอกก็ไม่รู้นะเนี่ย นึกว่าเอาคนจริง ๆ มาแต่ง Effect ซะอีก) นอกจากนี้ฉากเมืองต่าง ๆ ในภาพยนตร์ก็หลุดออกมาจากเกมเลยทีเดียว เหมือนมาก ๆ ค่ะ

ส่วนเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือการแสดง การดำเนินเรื่อง ก็แล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละท่าน บางคนก็ว่าดี บางคนก็ว่าไม่ดี นานาจิตตัง แต่จะว่าไปแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะมีแต่สู้รบกันอย่างเดียว และก็ใช่ว่าหน้าตาของ Orcs จะทำให้เซ็งกันไปหมด แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังผสมผสานอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งรัก ทั้งเศร้า มีความหวัง หมดหวัง หดหู่ โหดร้าย รวม ๆ แล้ว 123 นาทีก็เพลิน ๆ ไปค่ะ ดีไม่ดีกลับติดใจอยากจะหาข้อมูลมาอ่านเพิ่มเติมด้วยซ้ำ เพราะดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างตามสไตล์ของหนังมีตำนาน แต่ถ้าไม่ซีเรียส ก็นับว่าเป็นภาพยนตร์แอคชั่นแฟนตาซีเรื่องหนึ่งที่มีแง่คิดแฝงไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของการเสียสละและการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด … (แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าอยู่รอดด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นฝีมือการกำกับของ Duncan Jones ผู้กำกับชาวอังกฤษที่เป็นทั้งผู้กำกับและเขียนบทร่วมกับ Charles Leavitt ซึ่งเดิมเคยกำกับแต่หนังแนวไซไฟ อย่าง Moons และ Source Code ที่ลงทุนไม่เท่าไร แต่สำหรับเรื่องนี้ เว่อร์วังอลังการมาก คงต้องรอดูกันไปค่ะว่า Warcraft นี้จะมีภาค 2 จริงหรือไม่ แต่ถ้าสเกลขนาดนี้ก็คงจะอีกนานพอสมควร

 

แสดงความคิดเห็น