สศอ. ดันอุตฯ เป้าหมาย สู่ 4 เมืองเศรษฐกิจอินเดีย

สศอ.ร่วมคณะนายกฯ โรดโชว์อินเดีย ดัน 3 อุตฯ เป้าหมาย ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา สู่ 4 เมืองเศรษฐกิจหลักของอินเดีย

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า “หลังจากได้ร่วมกับคณะของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ โดยไทย-อินเดียจะส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของกันและกัน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต และห่วงโซ่อุปทานในสาขาอุตสาหกรรม ที่แต่ละฝ่ายมีศักยภาพซึ่งกันและกันได้”

โดยกลไกการดำเนินงานเริ่มต้นระหว่างภาครัฐของทั้งสองฝ่าย อาจพิจารณาการจัดทำโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างไทย-อินเดียเป็นการเฉพาะ (India Thailand Industrial Cooperation Scheme : ITICS) เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีช่องทางสร้างความร่วมมือให้เกิดการพัฒนา การเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการผลิต และห่วงโซ่อุปทานระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

โดยภาครัฐของทั้งสองฝ่ายให้การสนับสนุน และอำนวยความสะดวก เพื่อช่วยลดปัญหาและอุปสรรคกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะภาษีศุลกากร และการจำกัดปริมาณโควตา  ทั้งนี้จะได้ขอรับความเห็นจากภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ต่อความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐไทย-อินเดีย สนับสนุน และสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงระหว่างกันต่อไป

ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในการปรับแผนการเจรจาการค้าเป็นรูปแบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ทวิภาคี มากกว่าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยต้องการจะส่งเสริมให้นักลงทุนจากต่างประเทศขนเม็ดเงินมาลงทุนในไทย ซึ่งนักลงทุนจากประเทศเป้าหมายที่เล็งไว้  ได้แก่ จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม)

สศอ. พบว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายไทยที่มีโอกาสสร้างการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตระหว่างไทย-อินเดียใน 4 เมืองเศรษฐกิจหลักของอินเดีย ได้แก่ เดลี มุมไบ เชนไน และกัลกัตตา นั่นคือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยางพารา

“ข้อควรพิจารณาในการเข้าไปทำธุรกิจกับอินเดีย ก็คือ เรื่องกฎหมายและภาษี เนื่องจากอินเดียมีโครงสร้างทางด้านภาษีที่มีความซับซ้อน แต่ละรัฐมีกฎหมายและโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการไทยจึงควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ โดยภาครัฐของไทยจำเป็นต้องสนับสนุนการจัดหา ถ่ายทอดองค์ความรู้ และความชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลด้านกฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยด้วยเช่นกัน” นายศิริรุจ เปิดเผยทิ้งท้าย

 

แสดงความคิดเห็น