มาเลย์ฯ ดันโลจิสติกส์ให้โต ด้วย Alibaba

มาเลย์ฯ เร่งดันโลจิสติกส์ให้โต เล็งโกยรายได้จากนักลงทุนทั่วโลก ดึงพันธมิตร E-Commerce อย่าง Alibaba เสริมศักยภาพเต็มรูปแบบ

Liow Tiong Lai รัฐมนตรีว่าการกระทรวงขนส่งมาเลเซีย เปิดเผยว่า “แม้จะเกิดความไม่แน่นอนขึ้นในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากการที่มีการโหวต Brexit โดยมีมติไปแล้วว่าสหราชอาณาจักรออกจากอียูนั้น อีกทั้งเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนด้วย ส่งผลให้ GDP มาเลเซียเติบโตร้อยละ 4.2 ของหกเดือนแรกในปีนี้ แต่มาเลเซียก็ยังจำเป็นต้องพัฒนาด้านโลจิสติกส์ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจโตต่อเนื่องมากขึ้นไปอีก”

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของมาเลเซียยังแข็งแกร่ง การส่งออกยังค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 15 ในรอบหกเดือนแรกของปีนี้  ขณะที่การซื้อขายสินค้าและบริการในภูมิภาคอาเซียนก็ยังเป็นไปอย่างเสรี ดังนั้น มาเลเซียจึงยังจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มากกว่านี้ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตก้าวหน้ารวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

 

“เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาการถือครองสิทธิ์ในอุตสาหกรรมบางประเภท อีกทั้งยังต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางโลจิสติกส์ โดยการนำระบบ E-Commerce มาใช้ นั่นคือ จะกำหนดให้มีการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านทางเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Alibaba.com เพราะจะช่วยให้เกิดความสะดวกในการขนส่งสินค้าและบริการได้ดี

 

โครงสร้างแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์นี้มีรายละเอียดมากมาย เช่น การปรับปรุงพัฒนาท่าเรือ Klang ให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้มีพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าเพิ่มขึ้นอีก และจะช่วยให้มีศักยภาพในการขนส่งที่ดีขึ้น รวมทั้งการสร้างตึกอาคาร   และสร้างท่าเรือน้ำลึกในมะละกาเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือบรรทุกสินค้าที่มีขนาดใหญ่สามารถเข้ามาจอดเทียบท่าได้

 

นอกจากนี้ มาเลเซียยังต้องการให้ระบบโลจิสติกส์ของตนได้รับการจัดอันดับที่ดีในสายตานักลงทุนทั่วโลกหรือจากตลาดโลก จึงต้องเร่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ดีมากขึ้นไปกว่าเดิม นั่นคือ การทำระบบออนไลน์อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งขณะนี้กรมศุลกากรมาเลเซีย กำลังดำเนินการทำระบบออนไลน์ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำเข้าและส่งออก

 

Wee Ka Siong  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า “มาเลเซียเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ขณะนี้พบว่ามีตลาดเวียดนามก็น่าสนใจด้วยเช่นกัน”

ระบบการค้าแบบทวิภาคีของมาเลเซียมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 97.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.4 ล้านล้านบาทในปี ค.ศ.2015

 

แสดงความคิดเห็น