รบ.อินโดฯ ลั่นมุ่งแก้ปมจุดอ่อนชาติ “คอร์รัปชั่นและโครงสร้างพื้นฐาน”

กะเทาะแก่นความเป็นอินโดฯ การเมือง ประชากร ทรัพยากร และค่านิยมการบริโภค พร้อมเจาะโอกาสการค้าการลงทุน SME ไทย

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรราวร้อยละ 50 ของภูมิภาคอาเซียน หรือมากกว่า 240 ล้านคน อยู่ในอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐฯ ด้วยจำนวนประชากรที่มีขนาดมหาศาลนี้  ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นพื้นที่ตลาดขนาดใหญ่ และยังอุดมไปด้วยแรงงานที่จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิต จากผลสำรวจในหนังสือพิมพ์ Nikkei จัดทำการสำรวจประธานบริษัท 100 คน ทุก ๆ 3 เดือน จาก 145 บริษัท พบว่า มีร้อยละ 62.7 เห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia : SEA) มีผลทางบวกต่อธุรกิจ เมื่อถามว่าประเทศใดน่าเข้าไปลงทุนมากที่สุด อันดับ 1 เป็นของ อินโดนีเซีย ร้อยละ 35.9 ตามมาด้วยไทย ร้อยละ 30.3 และเวียดนาม ร้อยละ 22.1

อินโดนีเซียยังเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ  ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก และเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในลำดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย  อีกทั้งยังเป็นแหล่งถ่านหินและน้ำมันดิบ ซึ่งภูมิประเทศของอินโดนีเซียยังเอื้อต่อการทำประมง เกษตร อย่างน้ำมันปาล์ม และยางพารา รวมถึงจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวที่โด่งดังไปทั่วโลก เช่น หมู่เกาะบาหลี เป็นต้น

รายได้ส่วนบุคคลของอินโดนีเซียค่อนข้างต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูงนั้น มีประมาณร้อยละ 10–15 ของประชากรทั้งหมด หรือราว 20–30 ล้านคน จึงนับว่ามีจำนวนไม่น้อย  โดยคนที่มีรายได้ปานกลางถึงระดับสูง นิยมบริโภคสินค้าผลิตจากต่างประเทศ  สำหรับสินค้าไทยถือว่าเป็นสินค้าที่มีภาพลักษณ์อยู่ในระดับที่ดี  คุณภาพสูง  โดยเฉพาะผลไม้ เช่น ทุเรียน ข้าวหอมมะลิ น้ำตาล ชมพู่ มะละกอ มะม่วงเขียวเสวย ลำไย และน้อยหน่า เป็นต้น

สินค้าที่จำหน่ายในอินโดนีเซียหากได้รับรองตราเครื่องหมายฮาลาล  จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่เป็นมุสลิมเคร่งครัด  และนิยมบริโภคอาหารที่มีเครื่องเทศ  รสจัด รวมถึงอาหารทะเล เนื่องจากชาวมุสลิมไม่นิยมบริโภคอาหารประเภทเลือด

อินโดนีเซียยังเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการคอร์รัปชั่น  ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ดี  เช่น ถนน สนามบิน ไฟฟ้า ประปา การขาดแรงงานที่มีประสิทธิภาพ กฎ ระเบียบการค้าการลงทุนที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ  เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนบ่อย อีกทั้งยังมีปัญหาภัยธรรมชาติคุกตาม เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม และสึนามิ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องของโครงสร้างพื้นในอินโดนีเซีย  จะกลายเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทย เนื่องจากยังขาดในแง่ของวัสดุการก่อสร้าง การตกแต่งภายใน เครื่องใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้สำนักงาน ซึ่งอินโดนีเซียยังเป็นประเทศที่ต้องมีการก่อสร้างอีกมาก

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังพร้อมเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ เพราะต้องการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ ที่ขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ จึงจำเป็นต้องลดปัญหาด้วยการต่อยอดและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อหนุนด้านการผลิต

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย อย่างแรกคือ ต้องเข้าใจพื้นฐานวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเมืองก่อนว่า สิ่งที่หล่อหลอมให้ชาวอินโดนีเซียเป็น “อินโดนีเซีย”  อย่างในปัจจุบันนี้ว่ามีรากฐานมาจากสิ่งใด  พื้นฐานของชาวอินโดนีเซียเป็นคนที่คุยง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีอุปนิสัยใกล้เคียงกับคนไทย  จากความที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมชาวดัตซ์ (Dutch) หรือประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherland) มายาวนานกว่า 300 ปี หลังจากนั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  (World War II) อินโดนีเซียตกเป็นเมืองขึ้นให้กับจักรวรรดิญี่ปุ่นอีกครั้ง จากเหตุผลดังกล่าวส่งผลให้ชาวอินโดนีเซียมักมีนิสัยเป็นผู้รับฟังมากกว่าเสนอแนวคิด

การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชาวอินโดนีเซียเป็น “อินโดนีเซีย”  ได้นั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2488–2510 เมื่อครั้งที่ ซูการ์โน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย  และเป็นผู้สร้างความเป็นเอกราช  สร้างจิตวิญญาณ สร้างความเป็นชาติขึ้นในใจของประชาชน  แต่อย่างไรก็ตาม  วาทกรรมสร้างความเป็นชาติของ ซูการ์โน ไม่ได้สร้างความอิ่มท้องให้กับชาวอินโดนีเซีย อีกทั้งความใกล้ชิดที่มีต่อจีนในขณะนั้น  ได้สร้างความหวาดกลัวเรื่องแนวคิดคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซียขึ้นมา จนก่อเกิดการปฏิวัติขึ้นโดยการนำของ ซูฮาร์โต จากนั้นเขาก็ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีต่อในลำดับที่ 2 ยาวนานถึง 31 ปี

หลังจากที่ประชาชนอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลซูฮาร์โต 3 ทศวรรษ จนเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจขึ้น  ทำให้ IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) เข้ามาจัดการ  และได้ยื่นข้อเสนอให้กู้ยืมเงินโดยมีเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การให้ประธานาธิบดีซูฮาร์โตลงจากเก้าอี้ จนมีการเปลี่ยนถ่ายความเป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์  และเกิดการเลือกตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2542

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นแหล่งทุนที่น่าสนใจ  เริ่มเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2557 จากรัฐบาลอินโดนีเซียที่มีประธานาธิบดีอย่าง โจโก วิโดโด้ (Jokowi)  ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของที่ตั้งประเทศ  จึงจัดทำยุทธศาสตร์ปรับปรุงการควบคุมและดูแลการเดินเรือผ่านน่านน้ำ ด้วยการจัดตั้งกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงแห่งอินโดนีเซีย จนสามารถดึงให้ประเทศต่าง ๆ ที่มีการขนส่งผ่านอินโดนีเซีย  หันมาให้ความสำคัญกับอินโดนีเซียอย่างมาก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก  ไปยังประเทศในมหาสมุทรอินเดีย และยังมีผลต่อเศรษฐกิจโลกด้วย

รัฐบาลอินโดนีเซียยังเริ่มมีการแก้ไขจุดอ่อนจากกรณีที่ถูกกล่าวขานว่ามีปัญหาคอร์รัปชันในทุกระดับ  โดยให้คณะกรรมการประสานงานการลงทุน Indonesia Investment Coordinating Board (BKPM) ซึ่งมีบทบาทเช่นเดียวกับบีโอไอของประเทศไทย ทำการปฏิรูประบบการอนุมัติการลงทุนในประเทศ จัดตั้งศูนย์ประสานงานที่เรียกกันทั่วไปว่า One Stop Service รองรับการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งหมด ลดระยะเวลาและขั้นตอนให้มีความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ อีกด้วย

อินโดนีเซียเน้นการส่งออกน้อย แต่จะมุ่งด้านการบริโภคภายในประเทศ  เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ ต่างจากประเทศไทยที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก  ทำให้อินโดนีเซียไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวทั้งจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

อนึ่ง สินค้าและบริการสำคัญของไทยที่มีศักยภาพในการเข้ามาเปิดตลาดในอินโดนีเซีย  ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ รถจักรยานยนต์  ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ อาหาร–เครื่องดื่มฮาลาล  ผลไม้ สินค้าแฟชั่นเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับมุสลิม ธุรกิจร้าน อาหาร อุปกรณ์ก่อสร้างปูนซีเมนต์ กระเบื้อง เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ในบ้าน และโรงพยาบาล เป็นต้น

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล :[email protected] สายด่วน 1333

 

BBL_SME_-AEC_V2

แสดงความคิดเห็น