กัมพูชาโอกาสทองที่ห้ามพลาด หากเผลอ…อาจชวดให้เวียดนาม

ประตูเงินประตูทองช่องทางการส่งออกสินค้าชายแดนไทย ดินแดนแห่งทรัพยากรธรรมชาติที่มั่งคั่ง และ SME ไทยห้ามพลาด

ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) มีพรมแดนที่ติดกับไทยตั้งแต่ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศเหนือ ซึ่งกลายเป็นแหล่งประตูทองคำสำคัญระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากการค้าชายแดนที่ไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่ามีจำนวนมหาศาล และยังจะขยายตัวอย่างมากขึ้นอีกในอนาคต  ซึ่งสวนทางกับการส่งออกระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ไทยกับสหภาพยุโรป ที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นแต่อย่างใด

กรุงพนมเปญ เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรกัมพูชา ประชาชนกว่า 80% อาศัยอยู่ในชนบท และนับถือศาสนาพุทธราว 90%  โดยมีการใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ แต่ก็มีหลายคนที่พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ไทย และเวียดนามได้

กัมพูชายังมีทรัพยากรสำคัญทางธรรมชาติที่มีจำนวนและมูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นจุดดึงดูดนักลงทุนที่สำคัญที่สุด พื้นที่ทางการเกษตร สินแร่ อัญมณี ป่าไม้ ประมงทั้งในทะเล และทะเลสาบ ซึ่งกัมพูชาเป็นประเทศที่มีการทำประมงน้ำจืดใหญ่อันดับ 4 ของโลก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยทั้งหมดนั้นได้ส่งผลอย่างมาก ส่งผลให้กัมพูชามีเศรษฐกิจที่ขยายตัว โดยเฉพาะนักลงทุนไทย เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับไทยเป็นอย่างมาก จากพรมแดนประเทศ ความนิยมในสินค้า วัฒนธรรมที่ใกล้เคียง และอิทธิพลจากการเสพสื่อไทย

ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในกัมพูชา ยังจำเป็นต้องพัฒนาอีกมาก  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ไทยมองว่าเป็นอุปสรรคในการเข้าไปลงทุน  แต่ความเป็นจริงแล้วการที่กัมพูชามีความขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ นี้กลับกลายเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ SME ไทย ที่จะได้เข้าไปเติมเต็ม  และร่วมลงทุนในสิ่งที่กัมพูชายังขาด ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนการค้าระหว่างไทยและกัมพูชาอาจมีภาวะติดขัดจากปัญหาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบในระยะยาว เนื่องจากสินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีมากในสายตาของผู้บริโภคชาวกัมพูชา ผู้ประกอบการ SME ไทยจึงได้เปรียบคู่แข่งอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม และสิงคโปร์

การค้าไทยและกัมพูชาที่ผ่านมานั้นถือว่าไทยได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าจากการที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะการนำเข้าจากชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งผู้ประกอบการ SME ไทยควรคว้าโอกาสสร้างช่องทางการค้ากับกัมพูชา แม้ว่าในสายตาของชาวกัมพูชานั้นสินค้าไทยจะอยู่ในเกรดพรีเมี่ยม มีคุณภาพ รักษามาตรฐานสินค้า และได้รับความนิยม แต่ยังไม่สามารถสู้เรื่องราคาที่สูงกว่าจากจีนและเวียดนามได้

“ชายแดน” เข้ามามีอิทธิพลอย่างสูงสำหรับช่องทางการจำหน่ายสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชา สังเกตได้จากสภาวะอันน่าอึดอัดในปี พ.ศ.2553 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจากกรณีเขาพระวิหาร แต่มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศยังคงขยายตัวได้ดีทั้ง 6 จุด ได้แก่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว อ.คลองใหญ่ จ.ตราด อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และที่บ้านผักกาด กับบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นตลาดมืดที่ไม่ปรากฏตัวเลขทางการค้าอย่างเป็นทางการ แต่มีนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากมีการนับตัวเลขการค้าชายแดนนั้นจะสามารถขยับ GDP ของไทยให้ขึ้นสูงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ด้านอุปสรรคของผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศเมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว มีความนิยมสินค้าไทยอย่างมาก ทำให้คู่แข่งทางการค้าของไทยพยายามลอกเลียนแบบสินค้า และปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า โดยผู้ประกอบการ SME ไทย ควรที่จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในแต่ละประเทศ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า และควรทำลำดับแรกก่อนที่จะเข้าไปลงทุน

คู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของไทยในกัมพูชาคือ เวียดนาม ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดในกัมพูชาได้อันดับที่ 1 หลังจากเกิดความตึงเครียดข้อพิพาทชายแดนเขาพระวิหารในปี พ.ศ.2551 จนทำให้ชาวกัมพูชามีปฏิกิริยาต่อต้านสินค้าไทย ซึ่งส่งผลให้สินค้าเวียดนามสามารถเข้ามาทดแทนสินค้าไทยได้ในที่สุดจากราคาที่ต่ำกว่า และมีการจัดแสดงสินค้าเวียดนามในรูปแบบเดียวกับสินค้าไทย ทำให้สินค้าของเวียดนามสามารถแทนที่สินค้าไทยได้ในที่สุด

สำหรับสินค้าที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวกัมพูชา จะเป็นสินค้าในกลุ่มอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและพัฒนาประเทศ ได้แก่
1.   อาหารและเครื่องดื่ม
2.   รถยนต์
3.   วัสดุก่อสร้าง
4.   ยารักษาโลก
5.   ผ้าผืน
6.   น้ำมันเชื้อเพลิง

อนึ่ง ชาวกัมพูชายังมีความต้องการสินค้าในอนาคต  ได้แก่ อาหาร เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกพืชและสร้างโรงงานยังจำกัด เพราะปัจจัยด้านสิ่งสาธารณูปโภคทำให้กัมพูชาต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อการบริโภค รวมถึงสินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ยารักษาโรค และน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งการเติบโตด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความต้องการในด้านใช้พลังงานจะขยายตัวขึ้นอย่างมากในอนาคต อีกทั้งกัมพูชายังต้องพึ่งพาการนำเข้ายารักษาโรคจากต่างประเทศอีกมาก เพราะมีราคาสูง และไม่มีศักยภาพในการผลิต จึงทำให้ยังขาดแคลน

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล : [email protected]สายด่วน 1333

 

กัมพูชาโอกาสทองที่ห้ามพลาด

แสดงความคิดเห็น