The Revenant

The Revenant เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่หลาย ๆ คนตั้งหน้าตั้งตาคอย เพราะนอกจากจะได้รับรางวัลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลลูกโลกทองคำ BAFTA Award และอื่น ๆ อีกมากมายแล้ว ยังเป็นตัวเก็งรางวัลออสการ์ปี 2016 อีกด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในเมืองไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากโดยเฉพาะในเรื่องของความเหมาะสมกับรางวัลออสการ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่าตัวเอกของเรื่อง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นั้นแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมเหมาะสมกับตัวเก็งรางวัลดารานำชาย เช่นเดียวกับผู้กำกับอย่าง Alejandro González Iñárritu (อเลฮังโดร จี. อินาร์ริตู) ที่เพิ่งได้รางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง Birdman ไปเมื่อปีที่แล้ว ก็น่าจะได้รับการคัดเลือกได้ไม่ยาก ซึ่งในที่สุด The Revenant ก็สามารถคว้ามาได้ทั้ง 2 รางวัล รวมไปถึงรางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม ซึ่งได้ช่างภาพมือดีอย่าง Emmanuel Lubezki มาทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความโดดเด่นในเรื่องภาพสวย มุมกล้องเยี่ยม จนได้รับรางวัลไปอีกหนึ่งรางวัล รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลไปทั้งสิ้น 76 รางวัล การันตีว่ามีดีแน่นอน

ก่อนที่จะมาเป็นภาพยนตร์นั้น ไมเคิล พังค์เก ได้เคยเขียนเรื่องนี้เป็นหนังสือชื่อว่า The Revenant : A Novel of Revenge มาก่อนแล้วตั้งแต่ในปี 2002 และได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดยเริ่มแรกนั้นได้ผู้กำกับชาวเกาหลี ปาร์ค ชานวุค เป็นผู้กำกับ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น  Alejandro González Iñárritu

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของนักสำรวจในตำนาน ผู้ไม่ยอมตาย Hugh Glass (รับบทโดย Leonardo DiCaprio) ซึ่งได้เดินทางไปสำรวจป่าอเมริกาที่ไม่เคยถูกบันทึกลงในแผนที่มาก่อน โดย Glass ได้เดินทางไปสำรวจร่วมกับลูกชายและคณะสำรวจคนอื่น ๆ แต่กลับเกิดเหตุขึ้นระหว่างเดินทาง เขาได้ถูกหมีกริซลี่เข้าทำร้าย Glass พยายามต่อสู้แต่ก็ได้รับบาดเจ็บปางตาย จนกลายเป็นตัวถ่วงการเดินทาง ผู้กอง Andrew Henry (รับบทโดย Domhnall Gleeson) จึงตัดสินใจทิ้งเขาไว้ แต่ลูกชายของเขา Hawk (Forrest Goodluck) ไม่ยอมทิ้งพ่อ ผู้กอง Henry จึงสั่งให้ John Fitzgerald (รับบทโดย Tom Hardy) กับ Jim Bridger (Will Poulter) อยู่เป็นเพื่อน แต่ปรากฏว่า Fitzgerald กับ Bridger กลับฆ่า Hawk ตาย และฝัง Glass ทั้งเป็น ส่วนตัวเองก็หนีเอาตัวรอดจากการไล่ล่าของชนเผ่าเผ่าหนึ่ง

แต่ Glass กลับรอดชีวิตมาได้ ด้วยความยากลำบากแสนสาหัส ทั้งล้มลุกคลุกคลานท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ ต้องกินเนื้อดิบ ๆ ประทังชีวิต แต่ด้วยความแค้นที่มีต่อ Fitzgerald และ Bridger ที่ได้ฆ่า Hawk จึงเป็นแรงผลักดันให้เขาต้องมีชีวิตรอด เพื่อตามล่าและแก้แค้นทั้งสอง

ด้วยความยาวถึง 156 นาที เกือบ 3 ชั่วโมง เรียกได้ว่าถ้าเสียค่าตั๋วเข้าชมในโรงก็คุ้มจริง ๆ โดยเฉพาะฉากต่อสู้กับหมี ที่ทำเอาคนดูลุ้นจนหัวใจจะวายกันเลยทีเดียว ถึงแม้เนื้อเรื่องจะยาวไปสักหน่อย แต่ด้วยการแสดงระดับ Leonardo Dicaprio และนักแสดงคนอื่น ๆ ที่ฝากฝีมือไว้ไม่ให้น้อยหน้ากัน ประกอบกับมุมกล้อง แสง เงา และความงามจากธรรมชาติที่น้อยคนนักจะได้พบเห็น ทำให้ได้ความรู้สึกแตกต่างจากภาพยนตร์ดราม่าต่อสู้ทั่ว ๆ ไป จนลืมเวลาไปเลยค่ะ

 

แสดงความคิดเห็น