CLMV ตลาดเกิดใหม่ของ AEC โอกาสของ SME ไทย

รายการ SME Clinic โดย SME Social Planet ของธนาคารกรุงเทพ ได้จัดรายการในหัวข้อ “CLMV ตลาดเกิดใหม่ของ AEC” กับวิทยากร อ.วิฑูรย์ ศุภประกฤต : กรรมการผู้จัดการ Smart International Co.,Ltd. และที่ปรึกษาอิสระ จะมาพูดถึงกลุ่มประเทศ “CLMV” ว่าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไรกับอาเซียนและนักลงทุน

มาร่วมฟังความรู้ หาโอกาสและช่องทางการลงทุนขยายการค้าไปยังตลาดใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย

 

CLMV2

อ.วิฑูรย์ เปิดประเด็นพูดถึงกลุ่มประเทศ “CLMV” ว่าคืออะไร พร้อมทั้งอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “CLMV” กับประเทศไทยไว้ว่า

“C คือ Cambodia กัมพูชา, L คือ Laos ลาว, M คือ Myanmar เมียนมา และ V คือ Vietnam เวียดนาม ถ้ารวมไทยไปด้วยก็จะเป็น CLMVT ซึ่งในกลุ่มประเทศตรงนี้ เริ่มที่ CLM ก่อน โดยตลาดในกัมพูชา ลาว เมียนมา สินค้าเมดอินไทยแลนด์ค่อนข้างได้รับความน่าเชื่อถือ ในตลาดทั้ง 3 ประเทศจะเห็นสินค้าไทยมากมายกว่า 80% สินค้าเกิดจากการค้าทางชายแดน อย่างเช่นในลาวเราก็มีโรงงาน ซึ่งไม่ใช่เป็นการค้าในแบบเทรดดิ้งอย่างเดียว ส่วนพม่านั้นก็มีพืชผลทางการเกษตรที่ราคาค่อนข้างถูก เราสามารถนำเข้ามาแปรรูปหรือบรรจุหีบห่อที่บ้านเรา แล้วทำการส่งออกต่อไปได้

ซึ่งหากมองกลับมาที่ SME ไทยนั้น สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยคือต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์ เริ่มจากการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง ในตลาด CLM สินค้าต้องถึงมือผู้บริโภคก่อน หาซื้อง่าย สินค้าต้องมีคุณภาพ ห้ามใช้วิธีตีหัวเข้าบ้านคือใช้ของคุณภาพต่ำเหมือนในอดีต เพราะตอนนี้แบรนด์ไทยติดตลาด หากละเลยจะทำให้เสียทั้งระบบ ซึ่งเป็นการบ้านที่ผู้ประกอบการ SME  ไทยต้องคำนึง

ส่วนเวียดนามนั้นเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเรา สามารถทำเหมือนของเราได้หมด แต่ถ้าเทียบกัน 1 ต่อ 1 มองว่าไทยยังชนะขาด เพราะเก่งกว่า ปรับตัวได้ดี มีความรู้แตกฉานหลากหลาย ส่วนเวียดนามจะเด่นในเรื่องความขยันขันแข็ง แต่ขาดความเก๋า มีประสบการณ์น้อยกว่าไทย เรื่องประสบการณ์จะเป็นจุดที่ไทยมีความได้เปรียบ”

จากนั้น อ.วิฑูรย์ ได้แนะนำเทคนิคการเตรียมความพร้อมสำหรับ SME ว่า “SME ควรรู้ความต้องการของตลาด ว่ามีความต้องการในตลาดนั้น ๆ หรือไม่ ต้องหาข้อมูลว่าตรงไหนที่สินค้ายังไม่มี จุดไหนมีการแข่งขันกันน้อย ซึ่ง SME ของเรามีโอกาสที่จะไปได้ ต้องมีโปรดักส์คอนเซ็ปต์ หรือแนวคิดของสินค้าที่ชัดเจน สินค้าต้องมีจุดขาย แบรนด์ต้องมีสตอรี่ มีความแตกต่างเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจ

เรียนรู้จุดเด่นจากประเทศที่เป็นผู้นำ เช่นในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ก็ดูแบบอย่างของญี่ปุ่น บางครั้งคิดเองหรือมัวแต่วิจัยอาจจะไม่ทัน และเราเองก็ไม่เก่งในเรื่องวิจัย ฉะนั้นอาจจะต้องมีแบบอย่างแล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสินค้าของเรา”

สำหรับการเลือกประเทศในการลงทุนนั้น อ.วิฑูรย์ ได้แสดงความเห็นว่า“ความพร้อมของ SME แต่ละคนไม่เหมือนกัน วัดที่ยอดขาย ถ้ายอดขายยังไม่มากนักก็แนะนำ CLM ซึ่งยังไม่เข้มงวดมากในเรื่องกฎระเบียบของฉลากสินค้า แต่ที่น่าสนใจจริง ๆ คือลาว เพราะจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการสื่อสาร การสื่อสารสำคัญมากเพราะการต่อรองพูดคุยผ่านล่ามมีโอกาสทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนสูง ซึ่งภาษาลาวเราสามารถเข้าใจได้ แม้ลาวประชากรจะน้อยแต่ถ้าหากสินค้ามีของเราเจ้าเดียวก็สามารถครองตลาดได้ ส่วนพม่านั้นให้ดูช่องทางการขนส่ง ว่าเส้นทางของเราใกล้ที่ไหน เช่นอยู่ทางใต้ก็ส่งที่ระนอง หลายเมืองในพม่ามีเศรษฐกิจที่โตขึ้น อาหารทะเลก็น่าสนใจเพราะที่พม่าถูกกว่าบ้านเรา จะใช้วิธีรับมาแล้วแปรรูปส่งออกหรือส่งกลับไปก็ได้

โดยสรุปคือ ถ้ามีกำลังน้อยและมีปัญหาเรื่องภาษาก็เริ่มจากลาว จังหวัดหลักสำคัญ ๆ ที่ควรไปคือ เวียงจันทน์ สุวรรณเขต ปากเซ หลวงพระบาง โดยส่งของไปที่เมืองหลักเหล่านี้ จากนั้นสินค้าก็จะกระจายออกไปเอง

แต่หากอยากจะท้าทายให้ลองมองที่เขมร เพราะมีประชากรมากกว่าลาวเกินเท่าตัว และยังมีเสรีประชาธิปไตย ค่อนข้างที่จะเปิดกว้างในเรื่องของการทำโฆษณา หากมีงบในการทำโฆษณาและทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายก็แนะนำให้ไปกัมพูชา จังหวัดที่ควรกระจายสินค้าคือ พนมเปญ พระตะบอง ซึ่งพระตะบองจะครอบคลุมไปถึงเสียมราฐ และปัจจุบันถนนหนทางการคมนาคมก็สะดวกสบายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ส่วนเวียดนามนั้นเหมาะสำหรับ SME ที่มีความพร้อมสูง เพราะต่างจากกัมพูชาและลาวมากเนื่องจากมีประชากรประมาณ 90 ล้านคน กำลังซื้อสูง หากมีศักยภาพพอก็แนะนำให้ไปเวียดนาม”

นอกจากนี้ อ.วิฑูรย์ ได้พูดถึงข้อมูลควรรู้สำหรับผู้ประกอบการ SME โดยกล่าวว่า“อย่างแรกต้องดูเรื่องกฎหมายและกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ให้ดี เพราะปัจจุบันหลังจากเปิด AEC กำแพงเรื่องของภาษีน้อยลง แต่ก็มีกฎเกณฑ์อื่นตามมาที่เราต้องศึกษาให้รอบคอบ เพราะต้องปฏิบัติให้ตรงตามเกณฑ์ ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่ได้ลดภาษีตามกติกาที่กำหนดไว้

ข้อแนะนำต่อมาคืออยากให้ไปสำรวจตลาดก่อน ไปเที่ยวที่บ้านเขา ไปดูสินค้าของคู่แข่งว่ามีแบบไหนอย่างไร เหมือนของเราไหม ถ้าไม่มีสินค้าแบบเราเลยก็ต้องมาคิดต่อว่าทำไมถึงไม่มี หรือมีแล้วแต่น้อย ตรงนี้ก็จะเป็นโอกาสที่เราจะเข้าไปได้และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูง

และสำหรับ SME บางท่านที่มองว่าการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านตอนนี้ช้าไปแล้วนั้น อยากบอกว่าไม่จริง ไม่มีอะไรช้า แค่ต้องมองตลาดให้ออกว่าอย่างไหนใช่ แบบไหนน่าจะไปได้ แนะนำว่าไม่ต้องรีบ หากไม่พร้อมแล้วเข้าไปก็จะเจอปัญหาเยอะ ทำไปแก้ไปก็เหนื่อย แต่ถ้าพร้อมทุกอย่างจะง่าย”

สุดท้าย อ.วิฑูรย์ ได้แนะธุรกิจที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ในกลุ่มประเทศ  “CLMV”“อย่างแรกเลยคือธุรกิจในเรื่องความสวยความงาม น่าสนใจมาก เพราะเรามีเครื่องสำอางที่ใช้นวัตกรรมหรือมาจากสมุนไพรเป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ต่อมาคือธุรกิจการแพทย์ อย่างเช่นที่เวียดนาม โรงพยาบาลดี ๆ มีน้อยมาก และราคาแพง ซึ่งมาตรฐานของเราดีกว่าเขามาก

อย่างที่สามคือธุรกิจการท่องเที่ยว เรื่องนี้อาจไม่ต้องมองไปถึงเรื่องการส่งออก แค่ทำยังไงให้เขาเข้ามาบ้านเรา มาเที่ยว มาช็อปปิง มาซื้อสินค้ากลับไป และอีกอย่างที่น่าสนใจคือธุรกิจการศึกษา เรื่องใหม่กำลังเป็นที่จับตามอง หลักสูตร MBA บ้านเราเป็นที่สนใจของนักธุรกิจเพื่อนบ้าน เราสามารถสอนเขาได้ ซึ่งหลายคนเลือกมาเรียนที่เมืองไทยเพราะใกล้บ้านและสามารถต่อยอดทำธุรกิจได้เลย”

และสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุด คือ อาหาร ประเทศไทยโดดเด่นในเรื่องอาหารมาก ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูป แช่แข็ง หรือร้านอาหาร สามารถไปได้เพราะการกินเป็นเรื่องหลัก และยิ่งแบรนด์มีเรื่องราวมีเอกลักษณ์ รวมถึงนำนวัตกรรมเข้ามาส่งเสริมเช่นอาหารพร้อมกินฉีกซองแล้วรับประทานได้เลย พวกนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ซึ่งในเรื่องของอาหารนั้นมีโอกาสเติบโตได้สูงทั้ง 4 ประเทศ อย่างในลาว กัมพูชา หรือเมียนมา ยังไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตอาหารได้เหมือนประเทศไทย หรือแม้แต่เวียดนามเองถึงมีแต่รสชาติหรือคุณภาพยังสู้เราไม่ได้  อ.วิฑูรย์กล่าวทิ้งท้าย

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล :[email protected] สายด่วน 1333

แสดงความคิดเห็น