ชำแหละเวียดนาม เป้าหมายใหม่นักลงทุนข้ามชาติ

ส่องย่างก้าวที่สำคัญ และปัจจัยที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งให้เวียดนามก้าวขึ้นมาแข่งขันในตลาดการค้าเสรีโลก

ชื่อของ เวียดนาม ตกอยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกอย่างมากในช่วงต้นปี พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา เนื่องจากการบรรลุข้อตกลงใน TPP หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก โดยมี 12 ประเทศสมาชิก และนำโดยสหรัฐฯ ซึ่งการที่เวียดนามบรรลุข้อตกลงดังกล่าว  ส่งผลให้สามารถนำเข้าสินค้าไปยังตลาดใหญ่ ๆ อย่าง สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปได้ทันที  จะช่วยให้เวียดนามหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางในอีก 20 ปี

นอกเหนือจากการเข้าร่วมของ TPP ที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่น่าจับตามองด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้วนั้น เวียดนามยังเป็นประเทศที่ดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติได้ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 6 ของอาเซียนและดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลของนโยบายผ่อนปรนด้านการเงิน รวมถึงมาตรการจากการที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจากการที่เวียดนามต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และจีน

เวียดนามถูกปกครองด้วยระบบสังคมนิยม (คอมมิวนิสต์) โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว และเป็นสถาบันการเมืองที่มีอำนาจสูงสุด  ทำหน้าที่กำหนดนโยบายในการปกครองประเทศ  โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการร่างกฎหมายและทำการปกครองทั่วไป ส่วนประธานาธิบดีทำหน้าที่ดูแลนโยบายของรัฐ การทหารและรักษาความสงบภายในประเทศ

รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนามยังเป็นผู้นำพาเศรษฐกิจของเวียดนามให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเสรี ภายใต้การบริหารปฏิรูปเศรษฐกิจตามนโยบาย Doi Moi ที่อาศัยกลไกตลาดเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 และทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7 อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการได้เข้ามาเป็นหนึ่งในอาเซียนเมื่อปี พ.ศ.2538 และความร่วมมือในยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพะยา-แม่โขง (ACMECS) รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยจะทำให้เวียดนามเสริมเกราะแข็งแกร่ง เพื่อเตรียมพร้อมด้านการต่อสู่ในตลาดการค้าเสรีระดับที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง

ด้านทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์สำหรับภาคการผลิตและการท่องเที่ยว ผสานกับจำนวนประชากรมากกว่า 89 ล้านคน ซึ่งกลายเป็นทั้งแหล่งแรงงาน และขนาดตลาดที่ใหญ่สำหรับสินค้าและบริการ  โดยเวียดนามยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีที่ตั้งทางภูมิประเทศซึ่งเอื้อต่อการขนส่งทางบก โดยเชื่อมต่อถึงประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน  และยังเป็นทางออกสู่ทะเลของ สปป.ลาว และมณฑลยูนนานของจีน

อุตสาหกรรมที่ค่อนข้างมีศักยภาพในเวียดนามประกอบไปด้วย การแปรรูปพืชผลเกษตร การแปรรูปอาหารทะเล ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับรถจักรยานยนต์ การก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป และธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น

ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมการผลิต และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พื้นที่สำคัญที่ได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติมากที่สุด ประกอบด้วย จังหวัดบินห์เยือง (Binh Duoung) จังหวัดไฮฟง (Hai Phong) และจังหวัดดงไน (Dong Nai) ตามลำดับ ด้านผู้ประกอบการไทยที่ทยอยเข้าไปลงทุนในตลาดเวียดนาม  ได้มีการร่วมลงทุนกับคู่ค้า หรือการเข้าซื้อกิจการจากผู้ประกอบการเดิม  และเป็นการลงทุนที่ตั้งภายในเขตส่งเสริมการลงทุนหลัก เช่น ฮานอย  และโฮจิมินห์

การลงทุนในเวียดนามของไทยอยู่อันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นเรื่องของภาคเกษตร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม  เนื่องจากโอกาสในการส่งออกไปยังประเทศที่ 3 อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป

อย่างไรก็ตาม  หากผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการเข้าไปลงทุน แต่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังเวียดนามเท่านั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม  ยังคงใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าโดยผ่านการออกใบอนุญาตการนำเข้า (Automatic import licensing) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2551 สำหรับสินค้าบางรายการ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ขนาดเบา (scooter) โทรศัพท์มือถือ น้ำหอมและเครื่องสำอาง สินค้าพลาสติก สินค้ายาง เสื้อผ้า และเครื่องกระเบื้องเคลือบ ซึ่งผู้นำเข้าสามารถขอรับเอกสารดังกล่าวโดยต้องใช้เวลาประมาณ 7-15 วันทำการขึ้นไป และ Import License ดังกล่าวมีอายุ 1 เดือนหลังจากได้รับอนุญาต โดยผู้นำเข้าสามารถขอใบอนุญาตนำเข้าได้โดยการยื่นเอกสาร 6 รายการให้กรมการส่งออกและนำเข้าของเวียดนาม ได้แก่
–   แบบขอใบอนุญาตการนำเข้าสินค้า
–   ใบจดทะเบียนธุรกิจ
–   สัญญาการนำเข้าสินค้า
–   หนังสือรับรองการชำระเงิน (Letter of credit-L/C) หรือเอกสารการชำระเงินหรือใบรับรองการชำระเงินของธนาคาร
–   เอกสารการขนถ่ายสินค้า

อนึ่ง อุปนิสัยที่ชาวไทยควรรู้ก่อนเข้าไปลงทุนนั้น เนื่องจากชาวเวียดนามเป็นคนที่ตรงต่อเวลา ผู้ประกอบการควรไปให้ถึงที่นัดหมาย และควรไปล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ อีกทั้งสังคมเวียดนามยังให้ความสำคัญกับความอาวุโสมาก แม้แต่การทักทาย  จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับอาวุโสก่อน  ที่สำคัญชาวเวียดนามมักมีวัฒนธรรมการพูดคุยธุรกิจขณะรับประทานอาหาร หรือแม้กระทั่งสูบบุหรี่ในขณะรับประทานอาหาร ซึ่งในระหว่างการสนทนาไม่ควรชวนพูดคุยเรื่อง ศาสนา การเมือง และสงคราม

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล : [email protected] สายด่วน 1333

 

BBL_SME_-AEC_V9 sme

แสดงความคิดเห็น