ไทยเตรียมพร้อมโอกาสการค้าเมียนมา รองรับการเติบโตชนชั้นกลางขยายตัวพุ่ง

ผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อม ทำความเข้าใจพื้นฐานประเทศพม่าที่หลากหลาย พร้อมเรื่องราวของอุปสรรค และโอกาสทางการค้า

The Nation of Myanmar (สหภาพเมียนมา) หรือที่คนไทยมักคุ้นกับ “พม่า” ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีการสู้รบทำสงครามตามแบบตำราเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ประชาชนคนไทยมีทัศนคติด้านลบต่อประเทศเพื่อนบ้าน จนทำให้หลายหน่วยงานมีความพยายามจะปรับทัศคติ (Mind Set) ประชาชนต่อหลายประเทศในอาเซียน เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้เรื่องราวความเข้าใจที่แท้จริงให้เกิดขึ้น และไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ทั้งเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน

ประเทศพม่า หรือ The Nation of Myanmar (สหภาพเมียนมา) ได้เปลี่ยนชื่อประเทศตั้งแต่ปี  พ.ศ.2551 เป็น The Republic of the Union of Myanmar (สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) ซึ่งในประเทศไทยได้มีการรณรงค์เรื่องการเรียกชื่อจากเดิมว่า “ประเทศพม่า” ให้เป็น “เมียนมา” เนื่องจากคำว่า “พม่า”  ที่ประเทศไทยใช้เรียกแทนประเทศเมียนมา มีความพ้องเสียงใกล้เคียงกับคำว่าโสเภณีในภาษาเมียนมา

สำหรับการเปลี่ยนชื่อประเทศของเมียนมา ยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในประเทศ ทำให้เมียนมามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ซึ่งภาพรวมของเมียนมาเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ด้วยจำนวนประชากร กำลังการซื้อ เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น กลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยและทั่วโลก

จุดแข็งของเมียนมา คือ ทรัพยากรธรรมชาติมีความหลากหลายสมบูรณ์ มีพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่และป่าไม้ยังสมบูรณ์ โดยร้อยละ 50 ของพื้นที่ร้อยละ 19 เป็นพื้นที่ทางการเกษตรกว่า 80 ล้านไร อีกทั้งยังเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ทองแดง ตะกั่ว ทองคำ สังกะสี เงิน ดีบุก หยก ทังสเตน และพลวง

ด้านภูมิศาสตร์ของเมียนมาติดกับประเทศไทย สปป.ลาว บังคลาเทศ จีน และอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศหลังถือว่าเป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงมาก และมีประชากรเกินกว่าครึ่งโลกรวมกัน นอกจากนี้ยังมีท่าเรือติดกับทะเลทำให้ได้เปรียบทางการค้าเรื่องโลจิสติกส์

แต่อย่างไรก็ตาม เมียนมาก็ยังมีจุดอ่อนในเรื่องของความขัดแย้งทางศาสนา และความอ่อนไหวทางการเมือง แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่รัฐธรรมนูญเขียนดักทางไว้ ได้แก่ 1.รัฐธรรมนูญมาตรา 59 ระบุว่าบุคคลที่จะสมัครเป็นประธานาธิบดี จะต้องไม่มีสามีหรือลูกถือสัญชาติอื่น 2.ทหารมีโควตาผู้แทนอยู่ร้อยละ 25 ของจำนวนผู้แทนทั้งหมด 3.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย ซึ่งคุมตำรวจและมีความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อย ผู้บัญชาการกองทัพต้องเป็นคนเลือกเอง และ 4.ในสภาวะฉุกเฉิน สภาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ สามารถยึดอำนาจคืนจากรัฐบาลได้

จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถูกเขียนมาเพื่อยับยั้งการขึ้นเป็นประธานาธิบดีของนางออง ซาน ซูจี ที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยให้คนสนิทอย่างนายถิ่น จอ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกของประเทศเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา

ในส่วนของความขัดแย้งทางศาสนา ประชากรส่วนใหญ่ในเมียนมานับถือศาสนาพุทธ และเป็นพุทธที่มีความแข็งแกร่งอย่างมาก จนเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างชาวพุทธและกลุ่มมุสลิม โดยเฉพาะในรัฐยะไข่ มีการเผาทำลายบ้านเมือง จนถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต ขณะที่ผู้แทนสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต้องเดินทางเข้าเยี่ยมในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลในการแก้ปัญหา รวมถึงเรียกร้องต่อทางการเมียนมาให้แก้ไขความรุนแรง เนื่องจากเกรงว่าอาจลุกลามไปถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งตัวแทนจากพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ได้ออกมาระบุสถานการณ์ต่าง ๆ ว่าเข้าสู่ความสงบ และไม่มีเหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นแล้ว

นอกจากนี้ สิ่งที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนคือ ทหารยังมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคของเมียนมาที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างมาก รวมถึงการสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อย ความขัดแย้งในรัฐต่าง ๆ กับรัฐบาลกลาง ยังส่งผลกระทบต่อการเข้าไปลงทุนด้านการขนส่งภายในประเทศ อีกทั้งแรงงานในเมียนมาเป็นแรงงานไร้ฝีมือ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีผลกระทบต่อเมืองในเขตเศรษฐกิจแต่อย่างใด เนื่องจากเมียนมาเป็นประเทศที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรง ซึ่งเขตเมืองที่เป็นเขตเศรษฐกิจที่น่าสนใจประกอบด้วย มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง เนปิดอว์ หงสาวดี ท่าตอน เมาะละแหม่ง เมียวดี เกาะสอง พุกาม และตานต่วย

สำหรับโอกาสที่น่าสนใจในเมียนมายังคงเป็นเรื่องของการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) จากประเทศคู่ค้า ที่รัฐบาลให้การส่งเสริมกฎหมายระเบียบของประเทศในส่วนที่เอื้อต่อการลงทุน อีกทั้งยังมีแหล่งทุนภายนอกจากจีนและญี่ปุ่น  ที่ให้การสนับสนุนพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

ด้านโอกาสสำหรับนักลงทุนไทย เนื่องจากเมียนมามีการขยายเมืองค่อนข้างเร็ว ทำให้ประชาชนมีแรงกระตุ้นในการใช้จ่าย รวมถึงยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคอีกมาก ซึ่งพื้นฐานชาวเมียนมานั้นนิยมสินค้าแบรนด์ไทย เพราะพบว่ามีสินค้าไทยจำนวนไม่น้อยที่ถูกลอกเลียน สิ่งนี้เป็นเครื่องมือยืนยันถึงความนิยมในสินค้าไทยอีกด้วย

หากผู้ประกอบการไทยต้องการทำธุรกิจที่เมียนมา ขั้นแรกควรจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่นั่นเสียก่อน แม้ว่าสินค้าจะยังไม่สามารถทำตลาดได้ก็ตาม นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีการขยายตัวเช่นกัน อุปสงค์ด้านบริการ เช่น สปา ร้านอาหาร โรงแรม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  จึงน่าสนใจสำหรับคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจภาคบริการเป็นทุนเดิม

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล : [email protected] สายด่วน 1333

 

BBL_SME_-AEC_V6 sme

แสดงความคิดเห็น