จับตา สะเดา-ปาดังเบซาร์ ประตูการค้าการลงทุนไทยสู่มาเลฯ

สะเดา-ปาดังเบซาร์คึกคัก เข้าโหมดเศรษฐกิจพิเศษชายแดนสงขลา เชื่อมประตูการค้าการลงทุนไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และตลาดโลก

รัฐบาลไทยมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษการค้าชายแดน (SEZ) เพื่อหนุนให้นักลงทุนไทยและต่างชาติ ให้ความสนใจอยากลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว

โดยการสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษการค้าชายแดน (SEZ) ที่เกิดขึ้นของรัฐบาลนั้น  มาจากการหดตัวของภาคการส่งออกไทยที่ต้องพึ่งพาการซื้อสินค้าไทยจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ขณะที่ทั้งสองทวีปก็กำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก จากภาวะทางเศรษฐกิจที่กำลังกัดกินประเทศ

การค้าชายแดนจึงกลายเป็นทางออกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเป้าหมายการขยับตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมาการค้าชายแดนจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นตลาดมืด ไม่มีการเก็บตัวเลขอย่างเป็นทางการ และยังไม่ถูกจัดว่าเป็นตัวเลขการส่งออก แม้ว่าที่ผ่านมาตัวเลขการค้าชายแดนจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดด โดยที่พิษเศรษฐกิจโลกไม่มีผลกระทบต่อผู้ค้าและผู้ซื้อในเขตการค้าชายแดนแต่อย่างใด

เขตการค้าชายแดนที่มีศักยภาพและโอกาสขยายตัวที่ได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ รวมถึงความพร้อมที่จะมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infastructure) ในอนาคต ประกอบด้วย อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พื้นที่ชายแดน จังหวัดมุกดาหาร อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา (ด่านสะเดา ด่านปาดังเบซาร์) ด่านศุลกากรบ้านประกอบ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลาและพื้นที่ชายแดน จังหวัดตราด

สำหรับอำเภอสะเดาและอำเภอปะดังเบซาร์ อยู่ในส่วนของพื้นที่ครอบคลุมเศรษฐกิจพิเศษชายแดนสงขลา จากข้อมูลของสำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ ระบุว่า ด่านศุลกากรสะเดามีพื้นที่อยู่ตรงข้ามกับด่านบูกิ๊ตกายูอิตัม (จังโหลน) รัฐเคดาห์ ส่วนด่านปาดังเบซาร์อยู่ตรงข้ามรัฐเปอร์ลิสของมาเลเซีย ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงมาก เนื่องจากเป็นด่านศุลกากรสะเดา และปาดังเบซาร์ เป็นด่านส่งออกอันดับ 1 และอันดับ 2 ของไทย ที่มีมูลค่าการค้าชายแดนประมาณปีละ 3.5 แสนล้านบาท และ 1.5 แสนล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจังหวัดสงขลา อำเภอสะเดา และอำเภอปาดังเบซาร์ จะกลายเป็นส่วนที่เชื่อมประตูการค้าการลงทุนไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และตลาดโลก โดยจะส่งเสริมขยายเศรษฐกิจทางภาคใต้ และประเทศไทย

ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมการค้าต่างประเทศ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร เปิดเผยข้อมูลว่า ภาวะการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ในช่วง 4 เดือนแรก (มกราคม พ.ศ.2559–พฤษภาคม พ.ศ.2559) การค้าชายแดนไทยกับมาเลเซีย มีมูลค่า 202,599.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกมีมูลค่า 102,802.33 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.22 และการนำเข้ามีมูลค่า 99,797.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.19 ไทยได้ดุลการค้า 3,005.22 ล้านบาท

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ ไม้แปรรูป รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เป็นต้น
ด้านอุปสรรคการค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียที่ผู้ประกอบการต้องคำนึง เนื่องจากบริเวณด่านชายแดนของไทยมีพื้นที่จำกัด และมีความแออัดมาก ทำให้การตรวจปล่อยสินค้าและผู้โดยสารล่าช้า เช่น ด่านสะเดา ประกอบกับการขาดสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะผักผลไม้ที่ส่งจากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ ผ่านได้เฉพาะด่านสะเดาเท่านั้น

ซึ่งภายใต้บันทึกความเข้าใจการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านแดนมาเลเซียไปยังสิงคโปร์  มีการกำหนดให้ด่านสะเดา “เพียงด่านเดียว” ที่สามารถขนส่งสินค้าเน่าเสียผ่านแดนไปยังสิงคโปร์ได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าผ่านแดนในพื้นที่อื่นไม่ได้ นอกจากนี้ ตลอดแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการลักลอบทำการค้าข้ามแดนเป็นจำนวนมาก โดยมีสินค้าไทยที่ลักลอบเข้ามาเลเซีย  ได้แก่ ข้าวสาร ผลไม้ ส่วนสินค้ามาเลเซียที่ลักลอบเข้าไทย ได้แก่ น้ำมันปาล์ม สุรา บุหรี่ ผลไม้เมืองหนาว และเนื้อวัวแช่แข็ง

ในส่วนของผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาลงทุนทางตรงในมาเลเซียนั้น  ผู้ประกอบการต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคในมาเลเซียจัดอยู่ในกลุ่มตลาดบนของอาเซียน ซึ่งสินค้าที่สามารถเข้ามาเลเซียได้นั้น จะเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่า เช่น เสื้อผ้า และเครื่องประดับแฟชั่นที่มีแบรนด์ ผลิตภัณฑ์สปา สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพและออร์แกนิก

ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจของมาเลเซียจะยังคงขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพมั่นคง แต่มาเลเซียเริ่มขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบ รวมถึงความสามารถด้านการตลาดในหลายสาขาธุรกิจ  ขณะที่ด้านเทคโนโลยีทั้งมาเลเซียและไทยมีความชำนาญต่างกัน จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ทั้งสองฝ่ายที่จะสามารถร่วมมือกันได้

ส่วนอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพเข้าไปลงทุนในมาเลเซีย ได้แก่ ธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป โดยเฉพาะสินค้าฮาลาล ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารไทย ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว การก่อสร้าง โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีโครงการของรัฐจำนวนมาก รวมทั้งการเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมในมาเลเซีย และธุรกิจอุตสาหกรรมกระดาษ โดยการนำเข้าวัตถุดิบมาสร้างมูลค่าเพิ่ม

ธนาคารกรุงเทพ ใส่ใจให้บริการนักลงทุนในย่านอาเซียนด้วยบริการเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน เรามีสาขาของธนาคารอยู่ในย่านอาเซียน 9 สาขาใน 10 ประเทศเพื่อให้บริการท่าน สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์ AEC Connect ชั้น 2 สำนักธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อีเมล : [email protected] สายด่วน 1333

 

BBL_SME_-AEC_V7 sme

แสดงความคิดเห็น